16 February 2011

ระบบข้อมูลคนหายและศพนิรนาม
National Missing and Unidentified Persons System (NamUs)


ปัจจุบันประเทศไทยก็มีแนวความคิดในการจัดตั้งศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลคนหายและศพนิรนามขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและแลกเปลี่ยนข้อมูลคนหายและศพนิรนาม อันจะทำให้การติดตามคนหายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวจึงได้ศึกษาระบบ NamUs ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นระบบที่รวบรวมข้อมูลคนหายและศพนิรนามของประเทศ ที่เปิดให้สาธารณชนเข้าสืบค้นข้อมูลได้ รายละเอียดขอกล่าวถึงเป็นส่วนๆ ดังนี้

๑. NamUs คืออะไร

NamUs ย่อมาจาก National Missing and Unidentified Persons System ซึ่งหมายถึงระบบข้อมูลคนหายและศพนิรนามแห่งชาติ เป็นระบบที่เป็นศูนย์รวบรวมและแลกเปลี่ยนข้อมูลคนหายและศพนิรนาม ระบบนี้เป็นระบบออนไลน์ที่เปิดให้แพทย์สอบสวน (medical examiner) หรือเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ (coroner) เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงประชาชนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลได้ ระบบนี้ประกอบด้วยข้อมูลสองส่วน ได้แก่
๑.๑ ข้อมูลคนหาย (The Missing Persons Database) ประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับคนหายซึ่งใครก็ตามสามารถแจ้งข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่ระบได้ โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่ลงในระบบ ระบบนี้เปิดโอกาสให้สามารถพิมพ์โปสเตอร์คนหาย (เพื่อติดประกาศหรือแจ้งทางอีเมล์) และระบุรายละเอียดและตรวจสอบแผนที่การเดินทางที่เป็นไปได้ในการตามหาผู้สูญหายด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า “geo-mapping” นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลภาครัฐ แพทย์สอบสวน (Medical examiner) เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ (Coroner) หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย กลุ่มผู้คอยให้ความช่วยเหลือเหยื่อ และฐานข้อมูลกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

๑.๒ ข้อมูลศพนิรนาม (The Unidentified Persons Database) ประกอบด้วยข้อมูลที่ได้รับจากแพทย์สอบสวน (Medical examiner) หรือเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ (Coroner) โดยทุกคนสามารถเข้าระบบฐานข้อมูลนี้โดยสามารถใช้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะ เช่น เพศ เชื้อชาติ ตำหนิในร่างกาย และข้อมูลเกี่ยวกับฟัน ในการค้นหาได้



๒. ความเป็นมาของ NamUs

สืบเนื่องจากปัญหาคนหายและศพนิรนามเป็นปัญหาสำคัญที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขมาเป็นระยะเวลานาน ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงมีการจัดตั้งโครงการ DNA Initiative โดยสำนักงานโครงการยุติธรรม (The Office of Justice Program หรือ OJP) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในสถาบันการยุติธรรมแห่งชาติ (The National Institute of Justice หรือ NIJ) ได้เริ่มสนับสนุนเงินทุนเพื่อเพิ่มการใช้เทคโนโลยีด้านดีเอ็นเอในกระบวนการยุติธรรม และพัฒนาเครื่องมือในการสืบสวนและแก้ปัญหากรณีคนสูญหายและศพนิรนาม

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ NIJ ได้จัดประชุม “Identifying the Missing Summit” โดยมีเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ทั้งในระดับรัฐ มลรัฐ และท้องถิ่น แพทย์สอบสวน (Medical examiner) เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ (Coroner) นักนิติวิทยาศาสตร์ ผู้วางนโยบายของรัฐ ทนายความและครอบครัวของเหยื่อจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมเพื่อวางกลยุทธ์ร่วมกันที่เมืองฟิลาเดเฟีย ผลจากการประชุมครั้งนี้พบว่ามีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งในการปรับปรุงการเข้าถึงฐานข้อมูลโดยประชาชนซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาคนหายและศพนิรนามได้ จึงมีการจัดตั้ง NamUs ขึ้นเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว

สำหรับเป้าหมายของระบบนี้ คือ ระบบการรายงานและสืบค้นใน NamUs จะช่วยปรับปรุงปริมาณ คุณภาพ และการเข้าถึงข้อมูลคนหายและศพนิรนาม โดย NamUs เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แพทย์สอบสวน (Medical examiner) เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ (Coroner) ทนายความของเหยื่อ ครอบครัวของผู้สูญหายมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วย


๓. การดำเนินการของ NamUs

ด้านข้อมูลคนหาย บุคคลทั่วไปสามารถแจ้งข้อมูลคนหายเข้าสู่ระบบโดยการลงทะเบียนเข้าใช้งานทางเว็บไซต์และกรอกข้อมูลของผู้สูญหายลงในแบบฟอร์ม ได้แก่ ชื่อและนามสกุล อายุ เพศ เชื้อชาติ ส่วนสูง น้ำหนัก เมือง รัฐ วันที่พบกับผู้สูญหายเป็นครั้งสุดท้าย สภาพแวดล้อม สีผม และสีตา นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมที่จะเป็นประโยชน์ในการติดตามผู้สูญหาย ได้แก่ ข้อมูลดีเอ็นเอ ประวัติการทำฟัน และลายพิมพ์นิ้วมือ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประกันคุณภาพของข้อมูล ข้อมูลทั้งหมดจะถูกตรวจสอบความถูกต้องโดย Case manager ก่อนจะเผยแพร่ลงในฐานข้อมูล

ส่วนข้อมูลศพนิรนามจะถูกจัดส่งมาจากแพทย์สอบสวน (Medical examiner) และเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ (Coroner) ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการชันสูตรพลิกศพ โดยประชาชนทั่วไปสามารถสืบค้นข้อมูลเบื้องต้น เช่น หมายเลขศพ วันที่พบ เป็นต้น ข้อมูลสถิติประชากร เช่น อายุ เชื้อชาติ เป็นต้น สภาพแวดล้อม รายละเอียดของร่างกาย เสื้อผ้า รายละเอียดเกี่ยวกับผมและตา รูปถ่าย (ถ้ามี) และรายงานการชันสูตรซึ่งผู้เข้าสืบค้นสามารถพิมพ์ออกมาได้ ส่วนผู้ลงทะเบียน สามารถสืบค้นข้อมูลการติดต่อประสานงานกับตำรวจและรายงานความคืบหน้าของคดีได้ด้วย โดยในการสืบค้นข้อมูล ผู้สืบค้นสามรถใช้รายละเอียดเฉพาะต่างๆ เช่น รายละเอียดทางด้านร่างกาย ฟัน ดีเอ็นเอ แผลเป็น รอยสัก เครื่องประดับ เสื้อผ้า กายอุปกรณ์เสริม เช่น แขนเทียม ขาเทียม รวมถึงระบบการเดินทางที่ใช้ เข้าสืบค้นได้

ทั้งนี้ เมื่อมีการป้อนข้อมูลคนหายเข้ามาใหม่ ระบบจะดำเนินการเปรียบเทียบเพื่อจับคู่กับข้อมูลศพนิรนามโดยอัตโนมัติ และเช่นเดียวกันหากมีการป้อนข้อมูลศพนิรนามเข้ามาใหม่ ระบบก็จะดำเนินการจับคู่กับฐานข้อมูลคนหายโดยอัตโนมัติด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ NamUs ยังใช้บริการตรวจดีเอ็นเอและบริการทางนิติวิทยาศาสตร์อื่นๆ เช่น บริการทางมานุษยวิทยา บริการทันตวิทยา โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอีกด้วย



๔. ข้อสังเกต

การดำเนินการของ NamUs มีลักษณะใกล้เคียงกับศูนย์ข้อมูลอาชญากรรมแห่งชาติ (National Crime Information Center หรือ NCIC) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการยุติธรรมทางอาญา เช่น ประวัติอาชญากร ผู้ลี้ภัย การลักทรัพย์ และบุคคลสูญหาย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้ง NCIC และ NamUs ต่างก็มีฐานข้อมูลคนหาย แต่ NamUs เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าสืบค้นข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในขณะที่ NCIC เปิดให้เฉพาะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเข้าสืบค้นข้อมูลได้

15 November 2010

ปัญหาการบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง

บทความเรื่องนี้เรียบเรียงมาจากวิทยานิพนธ์ของผู้เขียน เรื่อง ปัญหาการบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง โดยเป็นการสรุปสาระสำคัญจากวิทยานิพนธ์ดังกล่าวเพื่อจัดพิมพ์ในวารสารของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงปัญหาของการบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง ซึ่งมีขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล (คือ ทำให้รัฐบาลสามารถควบคุม ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลได้นั่นเอง) แต่การกำหนดดังกล่าวกลับส่งผลกระทบต่อการเมืองของประเทศอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดรัฐบาลเสียงข้างมากพรรคเดียว ซึ่งอันที่จริงการที่รัฐบาลมีเสถียรภาพย่อมเป็นผลดีต่อประเทศที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อข้อกำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองประกอบกับข้อกำหนดให้ ส.ส. พ้นสมาชิกภาพเมื่อไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะด้วยการลาออกหรือถูกขับออก และประกอบกับการที่พรรคการเมืองของไทยขาดการบริหารงานอย่างเป็นประชาธิปไตย ทำให้ ส.ส. ขาดอิสระ ไม่สามารถตัดสินใจใดๆ ได้เอง ด้วยเกรงว่าจะถูกขับออกจากพรรค หรือเกรงว่าจะไม่ได้รับคัดเลือกเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป ทำให้ ส.ส. ต้องจำยอมปฏิบัติตามมติของพรรคการเมือง ซึ่งส่วนมากเป็นความต้องการของหัวหน้าพรรคหรือคนกลุ่มหนึ่งในพรรค จนในที่สุด ความเป็น "ผู้แทนประชาชน" ของ ส.ส. หายไป กลายเป็น "ผู้แทนของพรรคการเมือง"

บทความที่นำมาเผยแพร่ในที่นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์เท่านั้น หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถดูข้อมูลฉบับเต็มได้ที่ คนึงนิจ  แซ่เฮง, "ปัญหาการบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง" วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2551


1. บทสรุปสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง

ปัญหาของการปกครองระบบรัฐสภาอันที่จริงแล้วมีอยู่ 2 ประการด้วยกัน ประการแรกหากในการเลือกตั้งครั้งนั้นไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถกุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ จนต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรค รัฐบาลก็จะขาดเสถียรภาพไม่สามารถบริหารงานได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่างก็พากันต่อรองผลประโยชน์ให้ตนเอง ทั้งในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีและผลประโยชน์อื่น ๆ ซึ่งหากมีกลุ่มใดไม่สมประโยชน์ก็จะพยายามล้มรัฐบาลเพื่อให้มีการยุบสภาอันจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

ส่วนปัญหาประการที่สองของการปกครองระบบรัฐสภา คือ หากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งได้รับเสียงข้างมากเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียว พรรคการเมืองเสียงข้างมากจะสามารถควบคุมได้ทั้งคณะรัฐมนตรี (ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร) และเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร (ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ) เมื่อเป็นเช่นนี้กลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจจึงไม่สมบูรณ์ จนในที่สุดอาจจะกลายเป็น “ระบบเผด็จการรัฐสภา”

การปกครองของประเทศไทยเองเคยเผชิญหน้ากับปัญหาทั้งสองประการดังกล่าวข้างต้นมาแล้ว โดยก่อนปี พ.ศ. 2517 รัฐบาลประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรค มี ส.ส. บางกลุ่มที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง ซึ่งทั้ง ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลและ ส.ส. อิสระต่างพากันต่อรองผลประโยชน์ต่าง ๆ ทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ไม่สามารถบริหารงานได้อย่างราบรื่น จนในที่สุดก็มีการปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาลตัวเองเพื่อแก้ปัญหาที่ไม่สามารถควบคุม ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลและ ส.ส. อิสระได้ ในที่สุดเมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 ก็มีการกำหนดมาตรการเสริมสร้างเสถียรภาพของรัฐบาล โดยกำหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง และกำหนดให้การลาออกหรือการถูกขับออกจากพรรคการเมืองทำให้สมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลงด้วย

ภายหลังจากการกำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองมาระยะหนึ่ง รัฐบาลเริ่มมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี พ.ศ. 2544 - 2548 (รัฐบาลทักษิณ 1) ซึ่งแม้เป็นการจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรค แต่ต่อมานายกรัฐมนตรีสามารถควบคุมพรรคร่วมรัฐบาลได้ทั้งหมดด้วยการควบรวมพรรคร่วมรัฐบาล จนกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากพรรคเดียว เป็นรัฐบาลที่มีความเข้มแข็งมาก สามารถควบคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจเสียไป ฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้ ประกอบกับพรรคการเมืองไทยมีปัญหาต่าง ๆ มากมาย ทั้งปัญหาการบริหารงานภายในพรรคการเมืองที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย (อำนาจในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ของพรรคอยู่ที่หัวหน้าพรรค สมาชิกพรรคมีหน้าที่ปฏิบัติตาม) และปัญหาการเงินของพรรคการเมือง ที่พรรคการเมืองมีรายได้เพื่อใช้ในการบริหารงานภายในพรรคน้อยมาก ต้องอาศัยเงินบริจาคจากภาคเอกชน ซึ่งการบริจาคเงินให้พรรคการเมืองยังขาดความโปร่งใส ทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างนายทุนกับพรรคการเมืองได้ ด้วยปัญหาพื้นฐาน 2 ประการข้างต้น เมื่อประกอบกับการบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น ดังต่อไปนี้

1.1. ปัญหาในเชิงทฤษฎี

ประเทศไทยเรียกตัวเองว่าเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย แต่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ
บางประการกลับขัดกับหลักประชาธิปไตย โดยเฉพาะบทบัญญัติที่กำหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง ซึ่งขัดกับหลักการข้างต้น ดังนี้

1.1.1 หลักเสรีภาพในการปกครองประชาธิปไตย หลักการประชาธิปไตยประกอบด้วยหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน หลักเสรีภาพและเสมอภาค และหลักการปกครองโดยเสียงข้างมากที่เคารพเสียงข้างน้อย ซึ่งการบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองขัดต่อหลักเสรีภาพ ทั้งเสรีภาพของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และเสรีภาพของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยในด้านเสรีภาพของผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้น ประชาชนทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่บริบูรณ์ มีความรู้ความสามารถ และไม่มีความบกพร่องทางจิต ย่อมต้องมีโอกาสในการลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเป็นตัวแทนของประชาชนได้ทุกคน การที่รัฐธรรมนูญมากำหนดห้ามมิให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งจึงเป็นการขัดต่อหลักเสรีภาพเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละคนควรที่จะมีโอกาสตัดสินใจด้วยตนเองว่าต้องการที่จะสังกัดพรรคการเมืองใดหรือไม่ ส่วนในด้านเสรีภาพของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งก็ย่อมมีเสรีภาพในการตัดสินใจว่าตนประสงค์จะลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครซึ่งสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่สังกัดพรรคการเมือง การจำกัดให้มีเฉพาะผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองย่อมไม่ถูกต้องตามหลักเสรีภาพ

1.1.2 การไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติใดของผู้แทนปวงชน (Free mandate) ตามหลักการพื้นฐานของผู้แทนในระบอบประชาธิปไตย หลักการพื้นฐานของผู้แทนในระบอบประชาธิปไตยประกอบด้วยหลักการพื้นฐาน 4 ประการ ได้แก่ ผู้แทนต้องมาจากการเลือกตั้ง ผู้แทนต้องมีวาระการดำรงตำแหน่ง ผู้แทนต้องเป็นผู้แทนของปวงชนคนทั้งประเทศ และหลักการไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติใด (Free mandate) ซึ่งหลักการประการสุดท้ายนี้เป็นหลักการประการสำคัญของความเป็นผู้แทน เพราะหากผู้แทนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระก็จะไม่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนคนทั้งประเทศได้อย่างแท้จริง

การบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองทำให้ ส.ส. ขาดอิสระในการตัดสินใจและตกอยู่ภายใต้อาณัติของพรรคการเมือง โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญของไทยที่กำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง และกำหนดให้การลาออกหรือถูกขับออกจากพรรคการเมืองทำให้พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส. ด้วยนั้น ยิ่งทำให้ความเป็นอิสระของ ส.ส. น้อยลงทุกที กล่าวคือ ส.ส. จะต้องปฏิบัติตามมติของพรรคการเมืองเพราะหากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกขับออกจากพรรคอันจะทำให้ความเป็น ส.ส. สิ้นสุดลง หรือมิเช่นนั้นแล้วอาจไม่ได้รับเลือกให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไปก็ได้ ทำให้ ส.ส. ขาดอิสระในการตัดสินใจเพราะถูกครอบงำโดยมติของพรรคการเมือง ในที่สุด ส.ส. จึงไม่ใช่ผู้แทนของปวงชนแต่กลายเป็นผู้แทนของพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 122 จะได้กำหนดหลักการไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติใดของผู้แทนปวงชน (Free mandate) ไว้ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงความอิสระของ ส.ส. ตามมาตรา 122 ไม่อาจเกิดขึ้นได้ตราบใดที่ยังกำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองและยังกำหนดให้การลาออกหรือถูกขับออกจากพรรคการเมืองทำให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง เพราะบทบัญญญัติทั้งสองนี้มีความขัดแย้งกันในตัวเอง การกำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองโดยจะไม่ให้ ส.ส. ปฏิบัติตามมติของพรรคคงเป็นไปไม่ได้ เพราะหากไม่ปฏิบัติตามก็อาจถูกขับออกจากพรรคหรืออาจถูกบีบบังคับด้วยวิธีการอื่น ๆ ดังนั้น การที่จะทำให้ผู้แทนปวงชนมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่อย่างแท้จริงจึงไม่ควรกำหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง

1.2 ปัญหาในทางปฏิบัติ

การกำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง และการกำหนดให้การลาออกและถูกขับออกจากพรรคการเมืองทำให้สมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดนั้น ส่งผลให้ ส.ส. ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมติของพรรคการเมือง เพราะการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมติของพรรคการเมืองอาจเป็นเหตุให้ถูกขับออกจากพรรคหรืออาจไม่ได้รับเลือกให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค เมื่อพรรคการเมืองสามารถควบคุม ส.ส. ในพรรคการเมืองของตนได้ด้วยมติของพรรค พรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายรัฐบาลก็สามารถควบคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ ดังนั้น รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารสามารถควบคุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติได้โดยอาศัยพรรคการเมือง ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ตกอยู่ภายใต้อาณัติของพรรคการเมือง ส.ส. ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระตามมโนธรรมสำนึกของตนได้ ทำให้ ส.ส. ซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนคนทั้งประเทศกลายเป็นเพียงผู้แทนของพรรคการเมือง ด้วยเหตุที่ฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) สามารถควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ (เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร) ได้ ทำให้กลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ (Check & Balance) เสียไป ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารไม่อาจทำหน้าที่ของตนได้ เพราะตกอยู่ภายใต้อาณัติของพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล เมื่ออำนาจอยู่ในคนกลุ่มเดียวกันกลไกการแบ่งแยกอำนาจจึงเสียไปส่งผลให้เกิดระบบที่ศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ เรียกว่า “ระบบเผด็จการทางรัฐสภาโดยพรรคการเมือง (นายทุน)”

ด้วยลักษณะเหล่านี้ของระบบเผด็จการรัฐสภาโดยพรรคการเมือง (นายทุน) ทำให้นายทุนธุรกิจที่เข้าใจจุดอ่อนของการเมืองไทยจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้น แล้วซื้อตัว ส.ส. เก่าและบุคคลที่มีโอกาสได้รับเลือกตั้งมาเป็นสมาชิกโดยหวังที่จะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อชนะการเลือกตั้งแล้วก็หมายความว่านายทุนธุรกิจผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองย่อมสามารถควบคุมคณะรัฐมนตรี และ ส.ส. เสียงข้างมากได้ อันจะส่งผลให้นายทุนดังกล่าวสามารถสั่งการให้รัฐมนตรี และ ส.ส. ในพรรคปฏิบัติหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ในทางธุรกิจของตนและพวกพ้องได้โดยง่าย จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ธนาธิปไตย" ซึ่งหมายถึง การเมืองการปกครองที่อำนาจตกอยู่ในกลุ่มของนายทุนธุรกิจที่ใช้เงินจำนวนมากเข้าสู่อำนาจรัฐ แล้วใช้อำนาจที่ได้มาแสวงหาผลประโยชน์ต่าง ๆ แก่ตนและครอบครัว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเหตุผลสำคัญในการกำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง คือ เพื่อให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งอันจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น แต่ผลที่เกิดขึ้น คือ รัฐสภาเผด็จการ อันส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติมากมายจากการทุจริตโครงการใหญ่ ๆ ของนักการเมือง ทำให้ประเทศชาติสูญเสียเงินภาษีเป็นจำนวนมากโดยไม่สามารถเรียกคืนได้


2. การบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองกับการแก้ปัญหา ส.ส. ขายตัว

การกำหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมืองเกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 โดยเป็นการนำบทเรียนทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2512 ที่ ส.ส. ไม่สังกัดพรรครวมตัวกัน เพื่อต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองทำให้รัฐบาลไม่สามารถควบคุม ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรได้ จนเกิดความปั่นป่วนทางการเมืองและรัฐบาลขาดเสถียรภาพ ซึ่งในที่สุดก็เกิดการรัฐประหารขึ้น การร่างรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2517 จึงได้นำแนวคิดการบังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง และการขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต้องขาดจากการเป็น ส.ส. มาใช้ ซึ่งเป็นการรับแนวคิดจากรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ ค.ศ.1948 (พ.ศ.2491) มาใช้ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1988 (พ.ศ.2531) หลังจากนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับต่อมาเกาหลีใต้ได้ยกเลิกบทบัญญัติการบังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง แล้วแทนที่ด้วยหลักการไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติใด ๆ ของผู้แทนปวงชน ซึ่งหากพิจารณารัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ได้แก่ อัฟกานิสถาน อัลบาเนีย อัลจีเรีย แองโกล่า อาร์เจนติน่า อาเมเนีย ออสเตรเลีย ออสเตรีย อาเซอร์ไบจัน บังคลาเทศ เบลเยี่ยม แคนาดา เช็ค เดนมาร์ค ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ กรีซ ฮาวาย ฮ่องกง ฮังการี ไอซ์แลนด์ อินเดีย ไอร์แลนด์ อิตาลี มาเลเซีย ลักแซมเบิร์ก แม็กซิโก เนปาล โปแลนด์ สเปน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ เยอรมนี แล้วพบว่าไม่มีการกำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง คงมีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่กำหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง

สำหรับประเทศไทยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา
ทุกฉบับต่างก็กำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง จนในรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติมให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมืองอย่างน้อย 90 วันก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง แต่หากเปรียบเทียบจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ย้ายพรรคการเมืองในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง โดยเปรียบเทียบเป็น 3 ช่วงผลที่ปรากฎเป็นดังนี้

ช่วงที่ 1 ก่อนมีการกำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง (ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2517) ในการเลือกตั้งครั้งที่ 8 มี ส.ส. ย้ายพรรคคิดเป็น 26.88 % ของ ส.ส. ทั้งหมดและในการเลือกตั้งครั้งที่ 9 มี ส.ส. ย้ายพรรคคิดเป็น 10.04 % ของ ส.ส. ทั้งหมด คิดค่าเฉลี่ยจากการเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้งเป็น 18.46 % ของ ส.ส. ทั้งหมด

ช่วงที่ 2 เป็นช่วงที่กำหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 - 2539) ยังคงมี ส.ส. ย้ายพรรคอยู่เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในการเลือกตั้งครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2535 มีจำนวน ส.ส. ย้ายพรรคมากถึง 23.88 % คิดค่าเฉลี่ยในการเลือกตั้งทั้ง 10 ครั้งเป็น 14.05 % ของ ส.ส. ทั้งหมด

ช่วงที่ 3 ตั้งแต่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา เป็นช่วงที่กำหนดมาตรการเข้มข้นขึ้น โดยกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวไม่น้อยกว่า 90 วัน ซึ่งแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมาตรการที่เข้มงวดขึ้นก็ยังคงมี ส.ส. ย้ายพรรค โดยในการเลือกตั้งครั้งที่ 20 เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 มี ส.ส. ย้ายพรรคจำนวน 17.6 % ในการเลือกตั้งครั้งที่ 21 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 มี ส.ส. ย้ายพรรคจำนวน 9.6 % คิดค่าเฉลี่ยในการเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้งเป็น 13.6 % ของ ส.ส. ทั้งหมด

ตารางที่ 1: การย้ายพรรคของ ส.ส. ในการเลือกตั้งครั้งที่ 8 ปี 2500 จนถึงการเลือกตั้งครั้งที่ 21 ปี 2548 (สรุปข้อมูลโดยการเปรียบเทียบกับรายชื่อ ส.ส. ในการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้า)


หากพิจารณาในเบื้องต้นจะเห็นได้ว่าจำนวนการย้ายพรรคของ ส.ส. ลดลง โดยช่วงที่หนึ่ง (ก่อนปี พ.ศ. 2517) ซึ่งยังไม่กำหนดให้สังกัดพรรคการเมือง ค่าเฉลี่ยการย้ายพรรคของ ส.ส. คิดเป็น 18.46 % ช่วงที่สอง (ปี พ.ศ. 2517 - 2539) เริ่มมีการบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง มีค่าเฉลี่ยการย้ายพรรคคิดเป็น 14.05 % และในช่วงที่สาม (ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา) ซึ่งบังคับให้สังกัดพรรคอย่างน้อย 90 วัน มีค่าเฉลี่ยการย้ายพรรคคิดเป็น 13.6 % แต่หากพิจารณาลึกลงไปถึงจำนวนการย้ายพรรคของ ส.ส. โดยการยุบรวมพรรคการเมือง จำนวนการย้ายพรรคของ ส.ส. จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ในช่วงที่สามมีการย้ายพรรคโดยยุบรวมพรรคการเมืองเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในการเลือกตั้งครั้งที่ 21 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 มีจำนวน ส.ส. ย้ายพรรคโดยไม่นับรวมการยุบรวมพรรคการเมืองจำนวน 27 คน ซึ่งจำนวน ส.ส. ที่ย้ายพรรคโดยการยุบรวมพรรคมีมากถึง 71 คน ดังนั้น หากรวมการย้ายพรรคของ ส.ส. โดยการยุบรวมพรรคการเมือง จำนวนการย้ายพรรคของ ส.ส. ในการเลือกตั้งครั้งที่ 21 จะมีจำนวน ส.ส. ย้ายพรรคทั้งสิ้น 98 คน คิดเป็น 19.6 % ของ ส.ส. ทั้งหมด คิดค่าเฉลี่ยจากการเลือกตั้งทั้งสองครั้ง (การเลือกตั้งครั้งที่ 20 และ 21) เป็น 18.6 % ซึ่งนับว่าเป็นช่วงที่มีการย้ายพรรคสูงที่สุด



จากตารางที่ 2 จะเห็นได้ว่าแม้จะกำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง ก็ยังมี ส.ส. ย้ายพรรคเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา มี ส.ส. ย้ายพรรคมากที่สุด ซึ่ง ส.ส. ที่ย้ายพรรคการเมืองในช่วงนี้เป็นการย้ายพรรคโดยการยุบรวมพรรค ซึ่ง ส.ส. ในพรรคเดิมย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองหลัก จะเห็นได้ว่าการย้ายพรรคในรูปแบบนี้เป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชนและมีปัญหามากในกรณีเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่าการกำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองเพื่อป้องกัน ส.ส. ย้ายพรรคการเมืองนั้นไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ เพราะแม้ ส.ส. ย้ายพรรคการเมืองคนเดียวไม่ได้ แต่สามารถย้ายเป็นหมู่คณะโดยการยุบรวมพรรคการเมืองได้ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีการทุ่มเงินเพื่อซื้อนักการเมืองทั้งพรรคการเมืองทนที่จะซื้อเป็นรายบุคคล และเป็นการซื้อระยะยาวแทนการซื้อแบบครั้งคราวดังเช่นที่แล้วมา อันเป็นการสนับสนุนกลุ่มนายทุนใหญ่ให้เข้ามากุมอำนาจในทางการเมือง และแม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการยุบรวมพรรคการเมืองไว้ในมาตรา 104 วรรคสอง โดยกำหนดห้ามมิให้มีการควบรวมพรรคการเมืองที่มี ส.ส. ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร แต่ในทางปฏิบัติแม้ว่าไม่มีการควบรวมพรรคการเมืองก็อาจเกิดปัญหาขึ้นได้หากพรรคการเมืองต่างได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากนายทุนกลุ่มเดียวกัน การลงมติหรือการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ย่อมเป็นไปในแนวทางเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเท่ากับว่าแม้มีมาตรการบังคับสังกัดพรรค ห้าม ส.ส. ย้ายพรรค และห้ามยุบรวมพรรคการเมือง ก็ไม่สามารถป้องกันปัญหาการขายตัวของ ส.ส. เพราะแม้ ส.ส. ไม่ย้ายพรรคก็ยังสามารถขายตัวได้อยู่นั่นเอง

นอกจากนี้ การควบรวมพรรคการเมืองยังทำลายเจตนารมณ์ผู้ร่างรัฐธรรมนูญในการกำหนดให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองเพื่อให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และสามารถมีพัฒนาการจนในที่สุดประเทศไทยจะเป็นระบบรัฐสภาที่มีพรรคการเมืองเพียงสองพรรค แต่ในความเป็นจริงพรรคการเมืองของไทยมิได้เป็นการเติบโตจากภายใน (Internal grow) ที่มุ่งเสริมสร้างอุดมการณ์ร่วมกันของสมาชิกภายในพรรค แต่กลับเป็นการเติบโตจากภายนอก (External grow) โดยการซื้อตัวนักการเมืองจากพรรคการเมืองอื่น หรือการซื้อทั้งพรรคด้วยการควบรวมพรรคการเมือง ซึ่งการเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่แต่สมาชิกภายในพรรคขาดอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกันนั้นไม่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะจะกลายเป็นว่าพรรคการเมืองเป็นเพียงแค่ "ค่าย" หรือ "คอก" ซึ่งเป็นสถานที่รวมตัวกันของผู้ที่ต้องการจะเป็น ส.ส. เท่านั้น ดังนั้น การจะทำให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง สามารถสร้างเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองและประชาชนจึงควรปล่อยให้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะพรรคการเมืองไทยเพิ่งมีอายุเพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้น การมุ่งหวังจะให้พรรคการเมืองไทยเป็นแบบประเทศอังกฤษหรืออเมริกาที่มีพรรคการเมืองมานานเกือบสองร้อยปีแต่ไม่คำนึงถึงสภาพสังคมวิทยาของไทย ทั้งด้านพัฒนาการพรรคการเมืองหรือด้านสังคมต่าง ๆ ประกอบด้วยจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

3. ผลของการบังคับให้ผู้สมัคร ส.ส. ต้องสังกัดพรรคอย่างน้อย 90 วันของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แก้ปัญหาหรือทำให้ปัญหามีมากขึ้น

การกำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส. ต้องสังกัดพรรคอย่างน้อย 90 วัน เพื่อป้องกันการย้ายพรรคของ ส.ส. นั้น ป้องกันได้เฉพาะกรณีที่มีการยุบสภาหรือเกิดเหตุการณ์พิเศษอื่น ๆ แต่ไม่สามารถป้องกันการย้ายพรรคของ ส.ส. ในกรณีที่สภาหมดวาระตามปกติได้ ดังปรากฎข้อเท็จจริงแล้ว

ในรัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ช่วงปี พ.ศ. 2544 – 2548 ซึ่งรัฐบาลอยู่ครบวาระ 4 ปี ดังนั้น ช่วงก่อนสภาหมดวาระ 180 วัน ก็มี ส.ส. จำนวนมากขอลาออกเพื่อที่จะย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นให้ครบตามกำหนด 90 วัน นอกจากนี้หากพิจารณาจำนวนการย้ายพรรคของ ส.ส. โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงก่อนการบังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค (ก่อนปี พ.ศ. 2517) ช่วงบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรค (ปี พ.ศ. 2517 - 2539) และช่วงบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคอย่างน้อย 90 วัน เห็นได้ว่าจำนวนการย้ายพรรคของ ส.ส. ในช่วงที่บังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคอย่างน้อย 90 วัน มีจำนวน ส.ส. ย้ายพรรคสูงที่สุด คือ 18.6 % (โปรดดูตารางที่ 18) ดังนั้น การกำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส. สังกัดพรรคอย่างน้อย 90 วัน จึงไม่สามารถป้องกันการย้ายพรรคของ ส.ส. ได้ เป็นเพียงแต่กลไกที่ทำให้ ส.ส. ต้องย้ายพรรคเร็วขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้การกำหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมืองนั้นยังก่อให้เกิดปัญหาที่ร้ายแรงมากยิ่งขึ้นด้วย กล่าวคือ ก่อนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ส.ส. ยังพอมีอิสระอยู่บ้าง คือ หาก ส.ส. ผู้นั้นไม่ปฏิบัติตามมติพรรคการเมือง ส.ส. ผู้นั้นก็อาจไม่ถูกส่งลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคในการเลือกตั้งคราวต่อไป แต่ ส.ส. ผู้นั้นก็ยังมีทางออกโดยการย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นได้เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ แต่การกำหนดให้สังกัดพรรคการเมืองอย่างน้อย 90 วัน ทำให้ ส.ส. ย้ายพรรคยากขึ้นเแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ โดยเฉพาะในกรณียุบสภาซึ่ง ส.ส. ไม่มีโอกาสทราบล่วงหน้า จึงไม่สามารถย้ายพรรคได้ทัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วันในกรณียุบสภา (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 116) ดังนั้น เมื่อ ส.ส. ไม่อาจย้ายพรรคได้จึงต้องทนสังกัดพรรคการเมืองเดิมต่อไปโดยต้องปฏิบัติตามมติพรรคการเมืองอย่างเคร่งครัด แม้ว่าจะมีความเห็นไม่ตรงกับแนวทางของพรรคการเมือง ส.ส. ในเวลานี้จึงไม่เหลือความเป็นผู้แทนของปวงชนอีกต่อไป

4. มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ส.ส. ขายตัว

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่นักวิชาการเห็นว่าไม่ควรให้ ส.ส. เป็นอิสระ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดปัญหาการเรียกรับเงินเพื่อการลงมติผ่านร่างกฎหมาย หรือลงมติไม่ไว้วางใจ (หรือที่เรียกว่า "การขายตัว") ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการกระทำดังกล่าวกฎหมายจะบัญญัติเป็นความผิดและมีบทลงโทษที่รุนแรง แต่ปัญหาการขายตัวของ ส.ส. ก็ยังเกิดขึ้นมาโดยตลอด เนื่องจากปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย โดยในระยะแรก (ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540) การลงคะแนนเสียงของ ส.ส. เพื่อแลกกับเงินหรือการขายตัวนั้น กฎหมายกำหนดเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานเรียก รับหรือยอมที่จะรับสินบน ตามมาตรา 149 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยจะต้องฟ้องต่อศาลยุติธรรม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ใครที่จะเป็นผู้เสียหายในคดีซึ่งจะมีอำนาจในการฟ้องคดีดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากบทนิยามคำว่า "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ว่า "ผู้เสียหาย" หมายถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4)) จากบทนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่าผู้ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีในฐานะผู้เสียหายตามความเป็นจริงนั้น ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดนั้นโดยตรง และเป็นผู้ที่กฎหมายนั้นมุ่งจะคุ้มครองด้วย ดังนั้น ประชาชนทั่วไปจึงไม่สามารถฟ้องคดีดังกล่าวได้ ส่งผลให้แทบไม่เคยมีการพิพากษาให้ลงโทษต่อ ส.ส. ที่ทุจริตต่อหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149

ต่อมาในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ได้กำหนดให้ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของ ส.ส. มีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (มาตรา 308 และมาตรา 309) แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ การส่งเรื่องร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช. ส่วนใหญ่ประชาชนมักร้องเรียนโดยไม่มีการระบุชื่อเพราะเกรงกลัวอิทธิพล แต่ตามมาตรา 66 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ในขณะนั้น (ก่อนมีการแก้ไขในปี พ.ศ. 2550) กำหนดว่าการร้องเรียนต้องระบุชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องเรียนไว้อย่างชัดเจน หากส่งเรื่องร้องเรียนโดยไม่ระบุชื่อผู้ร้องเรียน ป.ป.ช. จะไม่สามารถรับไว้พิจารณาได้ ทำให้เรื่องร้องเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการพิจารณา

ส่วนในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดรายละเอียดไว้ค่อนข้างชัดเจนว่าให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทั้งทำความเห็นส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (มาตรา 275) ซึ่งแม้ว่าจะได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ให้สามารถรับเรื่องร้องเรียนที่ไม่ระบุชื่อผู้ร้องเรียนได้แล้วก็ตาม แต่ปัญหาก็ยังเกิดขึ้น กล่าวคือ คำร้องเรียนของประชาชนที่ส่งไปยัง ป.ป.ช.มักไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ประกอบกับอำนาจในการดำเนินการของ ป.ป.ช. ที่มีเพียงอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวน ไม่มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติม ทำให้พยานหลักฐานที่จะใช้ในการชี้มูลความผิดมีไม่เพียงพอ ดังนั้น เรื่องร้องเรียนต่าง ๆ จึงไม่สามารถส่งต่อไปถึงสำนักงานอัยการสูงสุด หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อมีคำพิพากษาต่อไปได้ เพราะมีพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะชี้มูลความผิด ด้วยเหตุนี้ทำให้กลไกการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าควรให้ประธานกรรมการ กรรมการ อนุกรรมการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (6) เพื่อให้มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงหรือพยาน หลักฐานเพิ่มเติมได้ อันจะทำให้กระบวนการดำเนินคดีกับ ส.ส. ที่ทุจริตต่อหน้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แผนภาพที่ 1: กระบวนการดำเนินคดีทุจริตต่อหน้าที่ของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญปี 2550
นอกจากการลงโทษทางอาญาต่อ ส.ส. ผู้ทุจริตต่อหน้าที่ตามที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว
ยังมีกลไกการถอดถอนออกจากตำแหน่งซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 กำหนดว่าหาก ส.ส. มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้ (มาตรา270) โดย ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ (มาตรา 271 วรรคหนึ่ง) หรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ (มาตรา 271 วรรคสอง) หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คน (มาตรา 271 วรรคสาม) เข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานวุฒิสภาให้ถอดถอนบุคคลดังกล่าวออกจากตำแหน่ง โดยเมื่อประธานวุฒิสภาได้รับข้อกล่าวหาแล้วให้ส่งต่อไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนแล้วรายงานกลับมายังประธานวุฒิสภา (มาตรา 272) หากข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูล ผู้ดำรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ และให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด (เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง) และประธานวุฒิสภาเพื่อจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อลงมติถอดถอนโดยเร็ว (มาตรา 273) ซึ่งหากวุฒิสภามีมติให้ถอดถอน ส.ส. ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการดำรงตำแหน่งในทางการเมืองหรือในการรับราชการเป็นเวลาห้าปี (มาตรา 274)

แผนภาพที่ 2 กระบวนการถอดถอน ส.ส. ที่กระทำผิดต่อหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญปี 2550


จะเห็นได้ว่าตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดมาตรการลงโทษ ส.ส. ที่ทุจริตต่อหน้าที่ไว้อย่างรุนแรง ทั้งการให้วุฒิสภาถอดถอนออกจากตำแหน่งและการลงโทษทางอาญาโดยศาลศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้เขียนจึงเห็นว่ามาตรการดังกล่าวน่าจะเป็นการเพียงพอต่อการป้องกันการขายตัวของ ส.ส. อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวยังมีข้อบกพร่องในการให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพียงแค่ไต่สวนและสรุปข้อเท็จจริง โดยไม่มีอำนาจสืบสวนสอบสวน อันจะทำให้ได้พยานหลักฐานที่สมบูรณ์ ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอเสนอให้ประธานกรรมการ กรรมการ อนุกรรมการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้กระบวนการดำเนินคดีและถอดถอน ส.ส. ที่ทุจริตต่อหน้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

5. ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา

5.1 การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

5.1.1 ยกเลิกการการบังคับสังกัดพรรค 90 วันและการบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง จากสภาพปัญหาพื้นฐานของพรรคการเมืองไทยที่การบริหารงานภายในพรรคการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ส่งผลให้การบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคไม่ส่งผลดีต่อการเมืองไทย กล่าวคือ เมื่อกำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคโดยที่กำหนดไว้ด้วยว่าหาก ส.ส. ลาออกหรือถูกขับออกจากพรรคจะต้องพ้นจากความเป็น ส.ส. นั้น ทำให้ ส.ส. ต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามมติพรรคอย่างเคร่งครัด ซึ่งหากมติของพรรคมาจากการลงคะแนนเสียงของสมาชิกพรรคทุกคนอย่างเป็นประชาธิปไตยก็จะไม่เป็นปัญหา แต่หากมติของพรรคการเมืองมาจากคนเพียงส่วนน้อยในพรรคการเมือง เช่น หัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค เป็นผู้กำหนดแล้วให้สมาชิกพรรคทั้งหมดต้องปฏิบัติตามก็คงขัดกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และยิ่งไปกว่านั้น ส.ส. ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชน ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน ควรที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยมโนธรรมสำนึกของตนเองเพื่อประโยชน์ของปวงชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย กลับต้องปฏิบัติตามมติของพรรคการเมืองมากกว่าความต้องการของปวงชน จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง สภาพการณ์กลับเลวร้ายมากยิ่งขึ้นเมื่อพรรคการเมืองถูกครอบงำโดยนายทุนซึ่งเข้ามาซื้อหรือจัดตั้งพรรคการเมืองโดยตั้งตนเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง คอยสั่งการให้สมาชิกพรรคปฏิบัติตามคำสั่งของตนเช่นเดียวกับเจ้าของบริษัทสั่งการพนักงานบริษัท ด้วยลักษณะเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่า ส.ส. ไม่ใช่ผู้แทนของประชาชนอีกต่อไป แต่เป็นผู้แทนของพรรคการเมืองซึ่งมีนายทุนธุรกิจเป็นเจ้าของ จนทำให้เกิดระบบที่ศาตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ เรียกว่า “ระบบเผด็จการทางรัฐสภาโดยพรรคการเมือง (นายทุน)” ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดวงจรปัญหาดังกล่าวจึงควรยกเลิกบทบัญญัติกำหนดให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง รวมทั้งยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดให้การลาออกและถูกขับออกจากพรรคการเมืองทำให้พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส. ด้วย

5.1.2 ยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดให้ ส.ส. ต้องพ้นจากสมาชิกภาพหากถูกขับออกจากพรรคการเมือง พรรคการเมืองของไทยไม่มีความเป็นสถาบันทางการเมือง และไม่มีการบริหารงานที่เป็นประชาธิปไตย การให้อำนาจพรรคการเมืองในการขับ ส.ส. ซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนออกจากพรรคการเมืองแล้วทำให้พ้นจากการเป็น ส.ส. จึงไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพรรคการเมืองนั้นถูกครอบงำโดยนายทุน อันจะทำให้นายทุนสามารถควบคุม กำหนดชะตาชีวิตและการตัดสินใจของ ส.ส. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครอง จึงหมายความว่า ผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองที่แท้จริง คือ นายทุนผู้เป็นเจ้าของพรรคการเมืองมิใช่ประชาชนด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้าจึงขอเสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติบทบัญญัติที่กำหนดให้ ส.ส. ต้องพ้นจากสมาชิกภาพหากถูกขับออกจากพรรคการเมือง

5.1.3 รับรองเสรีภาพของ ส.ส. ในการปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนปวงชน (ทั้งการร่างกฎหมาย การตรวจสอบฝ่ายบริหาร และการเลือกตัวบุคล) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้นำหลักไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติใดของผู้แทนกลับมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 พร้อมทั้งได้บัญญัติคุ้มครองความเป็นอิสระของ ส.ส. ในการออกเสียงลงคะแนนหรือให้ความเห็นชอบในการคัดเลือกตัวบุคคลตามมาตรา 126 วรรคห้า และอิสระในการตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจและการลงมติไม่ไว้วางใจตามมาตรา 162 วรรคสองแล้วก็ตาม แต่ยังคงมีปัญหาว่า ส.ส. จะมีอิสระในการพิจารณาร่างกฎหมายด้วยหรือไม่เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการตีความกฎหมาย จึงควรกำหนดให้ชัดเจนว่า ส.ส. มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบในการคัดเลือกตัวบุคคล หน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และหน้าที่ในการพิจารณาร่างกฎหมายโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของผู้ใด ทั้งจากประชาชนผู้เลือกตั้งตนและพรรคการเมืองที่ตนสังกัด แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม ทั้งนี้ เพื่อให้ ส.ส. มีอิสระในการลงมติเรื่องต่างๆ ได้อย่างแท้จริงจึงควรกำหนดให้การลงมติในเรื่องต่างๆ เป็นไปโดยลับ

5.1.4 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากการร้องเรียนว่า ส.ส. ทุจริตต่อหน้าที่โดยประชาชนเป็นกระบวนการที่ยังมีปัญหา กล่าวคือ คำร้องเรียนของประชาชนนั้นมักไม่มีพยานหลักฐานประกอบที่ชัดเจน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) จึงไม่อาจจะพิจารณาต่อไปได้ ทำให้เรื่องร้องเรียนต่าง ๆ ไม่สามารถส่งต่อไปถึงสำนักงานอัยการสูงสุด หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะมีพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ด้วยเหตุนี้ทำให้กลไกการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรให้ประธานกรรมการ กรรมการ อนุกรรมการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ ปปช. สามารถจะสืบเสาะหาความจริงได้ด้วยตัวเอง

5.2 การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพรรคการเมือง

5.2.1 สร้างหลักประชาธิปไตยภายในพรรคการเมือง

- กำหนดให้การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นไปโดยลับ เพื่อให้ผู้ออกเสียงเลือกตั้งได้ใช้วิจารณญาณของตนเองโดยปราศจากการครอบงำของผู้ใด

- กำหนดให้คะแนนเสียงของผู้ออกเสียงเลือกตั้งทุกคนมีน้ำหนักคะแนนเท่ากัน เพื่อไม่ให้ผู้ใดผู้หนึ่งมีอิทธิพลมากกว่ากัน

- กำหนดวาระในการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการบริหารพรรค เพราะหากไม่กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งไว้ก็เปรียบเสมือนการมอบอำนาจของผู้เลือกตั้งให้กับคณะกรรมการบริหารพรรคโดยสิ้นเชิง

- เปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคสามารถขอถอดถอนหัวหน้าพรรคและกรรมการ บริหารพรรคได้ด้วยจำนวนที่ไม่มากจนเกินไป

- เพื่อให้สมาชิกพรรคการเมืองเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในพรรคการเมืองอย่างแท้จริง

ควรกำหนดในกฎหมายพรรคการเมืองให้องค์ประกอบของที่ประชุมใหญ่พรรคการเมืองต้องประกอบด้วยผู้แทนสมาชิกพรรคซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกด้วยกันเอง

- การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคการเมืองกรณีเป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตให้เป็นอำนาจหน้าที่ของที่ประชุมสมาชิกพรรคในเขตนั้น หรือมาจากที่ประชุมตัวแทนสมาชิกพรรคในเขตนั้น ซึ่งตัวแทนของสมาชิกพรรคในเขตนั้นต้องมาจากการเลือกตั้งโดยลับจากสมาชิกทั้งหมดในเขตนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้คณะกรรมการบริหารพรรคเข้ามาแทรกแซง สำหรับการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อให้เป็นอำนาจของที่ประชุมใหญ่ของพรรคในการสรรหา โดยต้องมีตัวแทนสาขาพรรคร่วมประชุมด้วย เพราะสาขาพรรคเป็นผู้ที่รู้ความต้องการของพื้นที่นั้น ๆ ดีที่สุด ทั้งนี้ การลงมติเลือกผู้สมัครจะต้องเป็นไปโดยลับเพื่อให้ผู้ลงคะแนนเสียงมีอิสระในการตัดสินใจได้อย่างแท้จริง ด้วยวิธีการนี้จะทำให้สมาชิกพรรคและสาขาพรรคได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่าง ๆ ของพรรคการเมืองที่ตนสังกัดมากยิ่งขึ้น และทำให้การบริหารงานของพรรคการเมืองมาจากฐานราก (Bottom-up) อย่างแท้จริง

- ควรบัญญัติรองรับสิทธิเสรีภาพของสมาชิกพรรคไว้ โดยควรกำหนดไว้เป็นหมวดหนึ่งในกฎหมายพรรคการเมือง ดังเช่นกฎหมายพรรคการเมืองของเยอรมันที่กำหนดรองรับสิทธิเสรีภาพของสมาชิกพรรคการเมืองไว้อย่างชัดเจน

- ควรบัญญัติเรื่องการขอเปิดประชุมใหญ่วิสามัญไว้ในพระราชบัญญัติพรรคการเมืองโดยกำหนดให้กรรมการบริหารพรรคเสียงข้างน้อยและสมาชิกจำนวนไม่มากจนเกินไป สามารถร้องขอให้มีการเปิดประชุมใหญ่วิสามัญได้

- ควรคงบทบัญญัติเรื่องการคุ้มครองเสียงข้างน้อยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 65 วรรคสาม ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 33 ซึ่งระบุให้สมาชิกซึ่งเป็น ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกซึ่งเป็น ส.ส. หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน มีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยได้หากเห็นว่ามติหรือข้อบังคับของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกอยู่นั้นจะขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

5.2.2 การให้ความสำคัญกับสาขาพรรคการเมือง ผู้เขียนขอเสนอให้กำหนดในกฎหมายพรรคการเมืองว่าพรรคการเมืองต้องให้ความสำคัญกับสาขาพรรคมากกว่านี้ กล่าวคือ

- กำหนดให้พรรคการเมืองต้องจัดตั้งสาขาพรรค หากในท้องที่นั้นมีสมาชิกจำนวนมากพอสมควรอันเป็นการกำหนดในเชิงคุณภาพ เพื่อให้สมาชิกพรรคในส่วนภูมิภาคมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของพรรคได้อย่างเต็มที่

- ให้อำนาจสาขาพรรคในการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพราะสาขาพรรคอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนย่อมรู้ดีกว่าคณะกรรมการบริหารพรรคและสำนักงานใหญ่ของพรรคว่าผู้ใดเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่จะเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคการเมืองของตน

5.2.3 ดูแลการรับบริจาคเงินของพรรคการเมืองให้โปร่งใส ควรกำหนดให้การรับบริจาคเงินของหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค รวมถึงสมาชิกพรรคทั่ว ๆ ไปต้องมีความโปร่งใสด้วย นอกจากนี้ควรกำหนดให้มีการเก็บค่าธรรมเนียมจากสมาชิกพรรคเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายอีกส่วนหนึ่งในพรรค เพื่อลดการพึ่งพาเงินบริจาคจากนายทุนและเป็นการลดภาระการอุดหนุนโดยรัฐซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองสามารถพึ่งพาตนเองมากยิ่งขึ้นด้วย

21 October 2010

"ระบบการชันสูตรพลิกศพ"  
(Medicolegal investigative system)

เว้นช่วงไปนานสำหรับการเขียนบล็อค.. ช่วงนี้ภาระการงานลดน้อยลงพอจะมีเวลามาอัพเดท ก็เลยถือโอกาสนำงานที่ได้รับมอบหมายชิ้นล่าสุดมาค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยขอนำเสนอในหัวข้อ "ระบบการชันสูตรพลิกศพ"  (Medicolegal investigative system) ซึ่งแต่ละประเทศมีแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพที่แตกต่างกัน โดยหากพิจารณาจากบุคคลผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจเกี่ยวกับการสอบสวนหาสาเหตุแห่งการตายและการชันสูตรพลิกศพ ก็อาจแบ่งระบบการชันสูตรพลิกศพของประเทศต่างๆ ได้เป็น ๓ ระบบใหญ่ๆ ดังนี้


๑. ระบบตำรวจ (Police System) คือ ระบบที่อำนาจการตัดสินใจต่างๆ ในการชันสูตรพลิกศพขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสำคัญ โดยบางประเทศที่ใช้ระบบนี้กำหนดให้ตำรวจมีอำนาจเต็มที่เพียงสถาบันเดียว ได้แก่ จีน อินเดีย มาเลเซีย นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ค ฟินแลนด์ และไอร์แลนด์ บางประเทศกำหนดให้เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมร่วมชันสูตรกับตำรวจด้วย ได้แก่ รัสเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งกำหนดให้ตำรวจทำการชันสูตรร่วมกับอัยการ ส่วนประเทศไทยซึ่งใช้ระบบตำรวจเช่นกัน ได้กำหนดให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์เป็นผู้ชันสูตรพลิกศพ (ป.วิอาญา มาตรา ๑๕๐ วรรคหนึ่ง) แต่ในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ให้พนักงานอัยการและพนักงานฝ่ายปกครองเป็นผู้ชันสูตรพลิกศพร่วมกับพนักงานสอบสวนและแพทย์ด้วย (ป.วิอาญา มาตรา ๑๕๐ วรรคสาม)
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเจ้าหน้าที่อื่นร่วมในการชันสูตรพลิกศพแต่อำนาจตัดสินใจสูงสุดก็ยังอยู่ที่ตำรวจ (สนใจรายละเอียดการดำเนินการของแต่ละประเทศดูเพิ่มเติมที่ "รายงานการเก็บข้อมูลกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในประเทศมุสลิม เรื่อง ระบบการชันสูตรพลิกศพในประเทศมุสลิม" โดย ว่าที่ร้อยตรีพรินทร์  เพ็งสุวรรณ )


๒. ระบบเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ (Coroner System) เป็นระบบที่อำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการสอบสวนหาสาเหตุการตายอยู่ที่เจ้าหน้าที่ชันสูตรหรือโคโรเนอร์ ซึ่งในแต่ละประเทศก็กำหนดคุณสมบัติหรือบุคคลที่จะเป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรแตกต่างกันออกไป
การชันสูตรพลิกศพระบบนี้เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ และแพร่หลายไปในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้นเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพไม่ใช่แพทย์ อาทิเช่นในมลรัฐCalifornia ของสหรัฐอเมริกากำหนดให้นายอำเภอ (Sheriff) เป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ และในบางมลรัฐให้สัปเหร่อ (Funeral director) เป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ประกอบกับกฎหมายการชันสูตรพลิกศพ (Coroner law) ก็ไม่ได้กำหนดให้การชันสูตรพลิกศพต้องปรึกษาขอคำแนะนำจากแพทย์ หรือไม่จำเป็นต้องผ่าพิสูจน์ศพแต่อย่างใด ทำให้ความถูกต้องในการระบุสาเหตุและพฤติกรรมการตายไม่ถูกต้องนัก ในระยะต่อมาจึงได้ปรับปรุงแก้ไขระบบนี้โดยการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพต้องเป็นแพทย์เท่านั้น อย่างไรก็ตามแพทย์ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นพยาธิแพทย์ (Pathologist) หรือนิติพยาธิแพทย์ (Forensic pathologist) (หมายถึง แพทย์ที่จบเฉพาะทางด้านพยาธิวิทยาแล้วศึกษาต่อเฉพาะทางด้านนิติเวชศาสตร์อีก ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่นิติพยาธิวิทยา ) ในทางปฏิบัติมีการมอบหมายให้แพทย์ทั่วไปซึ่งขาดความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพซึ่งก็ยังคงเกิดปัญหาความถูกต้องในการระบุสาเหตุและพฤติการณ์การตาย ส่งผลให้เกิดแนวคิดในการใช้แพทย์เฉพาะทางซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะในการตรวจหาสาเหตุและพฤติกรรมการตายอันนำไปสู่ระบบการชันสูตรพลิกศพแบบแพทย์สอบสวน (Medical examiner system) (แปลและสรุปความจาก Forensic Pathology /Dominick DiMaio,Vincent J.DiMaio, 2nd edition, p.9-11) ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป


อย่างไรก็ตาม อาจแบ่งกลุ่มประเทศที่ใช้ระบบเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพออกเป็น ๒ กลุ่ม ดังนี้
๒.๑ ระบบเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพของประเทศอังกฤษ เป็นระบบที่ให้อำนาจศาลสอบสวนสาเหตุการตาย โดยมีผู้ทำการสอบสวนในนามศาล เรียกว่า เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ (Coroner officer) เป็นผู้ช่วย ทั้งนี้ บุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพในแต่ละประเทศนั้นกำหนดคุณสมบัติไว้แตกต่างกัน เช่น ประเทศแคนาดา กำหนดให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรต้องเป็นแพทย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากอัยการจังหวัด ประเทศศรีลังกา สิงคโปร์ กำหนดให้ต้องเป็นนักกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในผ่าพิสูจน์ศพก็ต้องอาศัยพยาธิแพทย์เป็นผู้ดำเนินการ
๒.๒ ระบบเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพของยุโรป เป็นระบบที่ผู้พิพากษาเป็นผู้มีอำนาจในการสอบสวนหาสาเหตุการตาย ประเทศที่ใช้ระบบนี้ เช่น เยอรมัน อิตาลี และฝรั่งเศส
- ประเทศเยอรมัน ผู้พิพากษาเป็นผู้สั่งว่าสมควรให้มีการผ่าตรวจศพหรือไม่ แพทย์มีหน้าที่เพียงรับคำสั่งจากผู้พิพากษาเท่านั้น คณะผู้ผ่าศพมี ๔ คนประกอบด้วยแพทย์ ๒ คน โดยต้องเป็นแพทย์ที่ศาลแต่งตั้ง ๑ คน ผู้พิพากษา ๑ คน และเสมียนศาลอีก ๑ คน อย่างไรก็ตาม ศาลอาจจะจัดการการพิจารณาไต่สวนเองโดยไม่ต้องอาศัยความเห็นหรือความช่วยเหลือจากแพทย์เลยก็ได้
- ประเทศฝรั่งเศส การผ่าศพจะต้องได้รับความยินยอมจากพนักงานอัยการหรือผู้พิพากษา เมื่อพนักงานอัยการหรือผู้พิพากษายินยอมแล้วจะออกคำสั่งไปยังสถาบัน
นิติเวชเพื่อผ่าตรวจศพและให้รายงานกลับไปยังผู้ออกคำสั่งอีกครั้งหนึ่ง
- ประเทศอิตาลี การผ่าศพต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนเสมอและแพทย์ผู้ผ่าศพจะต้องเป็นนิติพยาธิแพทย์ (Forensic pathologist) แต่หากไม่มีแพทย์ดังกล่าวก็อาจใช้แพทย์สาขาอื่นก็ได้


๓. ระบบแพทย์สอบสวน (Medical Examiner System) เป็นระบบที่พัฒนามาจากระบบเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ (Coroner System) ซึ่งระบบนี้ใช้ในบางมลรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา สืบเนื่องจากข้อบกพร่องของระบบเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ (Coroner system) ที่เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพไม่ใช่แพทย์ทำให้ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญ ดังนั้น ในระบบนี้จึงกำหนดให้การสอบสวนหาสาเหตุการตายต้องทำโดยแพทย์ และแพทย์เป็นผู้ออกไปยังสถานที่เกิดเหตุเองซึ่งจะส่งผลดีในการตรวจร่องรอยและวัตถุพยานมาใช้ประกอบการผ่าพิสูจน์ศพ นอกจากนี้ แพทย์ยังมีอำนาจในการสั่งให้ย้ายศพจากสถานที่เกิดเหตุและออกคำสั่งห้ามแตะต้องศพได้


อนึ่ง การศึกษาระบบการชันสูตรพลิกศพนั้น จะเป็นประโยชน์ในแง่ของการทราบกรอบอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยงานในการสอบสวนหาสาเหตุการตายซึ่งเจ้าหน้าที่จะสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง โดยหากเป็นการชันสูตรพลิกศพระบบตำรวจ (Police system) อำนาจในการตัดสินใจสูงสุดเป็นของตำรวจ หากเป็นระบบเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ (Coroner system) อำนาจการตัดสินใจสูงสุดคือศาล โดยศาลเป็นผู้แต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ (Coroner officer) ทำการสอบสวนหาสาเหตุการตาย ส่วนระบบแพทย์สอบสวน (Medical examiner) นั้น อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดเป็นของแพทย์สอบสวน




สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการชันสูตรพลิกศพค้นคว้าเพิ่มเติมที่
- Forensic Pathology, Dominick DiMaio and Vincent J.DiMaio,  2nd edition
Spitz and Fisher's medicolegal investigation of death: guideline for application of pathology to crime investigation, edited by Werner U.Spitz,
co-edited by Daniel J. Spitz; with a foreword by Ramsey Clark, 4th edition
- Knight's forensic pathology, Pekka Saukko and Bernard Knight, 3rd edition
- รายงานการเก็บข้อมูลกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในประเทศมุสลิม เรื่อง ระบบ
การชันสูตรพลิกศพในประเทศมุสลิมกรณีศึกษาเฉพาะประเทศอิหร่านและอียิปต์
โดยว่าที่ร้อยตรีพรินทร์ เพ็งสุวรรณ (ภายใต้โครงการกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ในประเทศมุสลิมศึกษาเปรียบเทียบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย
สถาบันวิจัยและพัฒนากระบวนการยุติธรรม สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม)
- งานวิจัยหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูงบทบาทและหน้าที่ของแพทย์ในการชันสูตรศพตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์วิโรจน์ ไวยวุฒิ (วิทยาลัยการยุติธรรม สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม)

27 January 2010

การุณยฆาตกับความชอบด้วยกฎหมาย


           สืบเนื่องจากแนวคิดในการตายอย่างมีศักดิ์ศรี (Death with dignity) ซึ่งมองว่าบุคคลควรมีสิทธิในการเลือกที่จะตายอย่างสงบ ไม่ทุกข์ทรมานจากการมีเครื่องมือทางการแพทย์ติดอยู่กับตัวหรือการยื้อชีวิตอย่างไม่จำเป็น จึงมีผู้ป่วยจำนวนมากโดยเฉพาะในประเทศตะวันตกร้องขอให้หมอทำการุณยฆาตแก่ตน ซึ่งการทำการุณยฆาตยังเป็นที่ถกเถียงกันเป็นอย่างมาก ทั้งทางศาสนา การแพทย์ และกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ ในบทความนี้จึงขอกล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการุณยฆาตโดยในเบื้องต้นจะอธิบายให้ทราบถึงความหมายและประเภทของการุณยฆาต ความชอบด้วยกฎหมายของการุณยฆาตในต่างประเทศ และในตอนท้ายจะเป็นการวิเคราะห์ว่าการทำการุณยฆาตถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายไทยหรือไม่ อย่างไร

๑. ความหมายและประเภท

“การุณยฆาต” มาจากคำว่า “Euthanasia” ในภาษาอังกฤษซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า good death หมายถึง การให้ผู้ป่วยที่ทนทุกข์ทรมานจากโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ ได้ตายลงโดยไม่เจ็บปวดเพื่อให้พ้นความทุกข์ทรมานนั้น (แสวง บุญเฉลิมวิภาส, กฎหมายการแพทย์ (สำนักพิมพ์วิญญูชน : พิมพ์ครั้งที่ ๒, ๒๕๔๖) หน้า ๑๗๕)โดย “การุณยฆาต” สามารถจำแนกได้เป็นหลายประเภท  ดังนี้

๑.๑ จำแนกตามการกระทำ แบ่งได้เป็นการุณยฆาตเชิงรับ (Passive Euthanasia) ซึ่งเป็นการปล่อยให้ผู้ป่วยที่สิ้นหวังได้ตายอย่างสงบ เช่น การที่แพทย์ไม่สั่งการรักษาเพื่อยืดชีวิตของผู้ป่วย แต่ยังคงให้การดูแลรักษาทั่วไป (Palliative Care) เพื่อช่วยลดความทุกข์ทรมาน จนกว่าผู้ป่วยจะเสียชีวิตไปเอง และการุณยฆาตเชิงรุก (Active Euthanasia) ซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้ป่วยที่สิ้นหวังได้ตายอย่างสงบ เช่น การที่แพทย์ฉีดยา ให้ยา หรือกระทำด้วยวิธีการใดๆ ให้ผู้ป่วยตายโดยตรง (การตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของแพทย์) ทั้งนี้ การหยุดใช้เครื่องช่วยชีวิตก็ถือเป็นการุณยฆาตเชิงรุกเช่นกัน

๑.๒ จำแนกตามความสมัครใจ แบ่งได้เป็น Voluntary euthanasia คือ กรณีที่ผู้ป่วยแสดงเจตนาให้บุคคลอื่นทำการุณยฆาตแก่ตนได้ และ Involuntary euthanasia คือ กรณีที่ผู้ป่วยไม่ได้แสดงเจตนาให้ทำการุณยฆาต แต่บุคคลอื่นตัดสินใจให้กระทำ
การุณยฆาตแก่บุคคลนั้น

๒. การทำการุณยฆาตในต่างประเทศ (ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง)

แม้ว่าการทำการุณยฆาตจะเป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรมของแพทย์ โดยแพทยสมาคมโลก (The Medical Association) ได้มีมติว่า การุณยฆาตและการช่วยฆ่าตัวตาย (Assisted suicide ) เป็นการขัดต่อจริยธรรมทางการแพทย์
แต่การทำตามเจตนาของผู้ป่วยในการปฏิเสธการรักษาซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลไม่ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรม อย่างไรก็ตาม สำหรับ Active Euthanasia มีกฎหมายของหลายประเทศที่ยินยอมให้กระทำได้โดยไม่มีความผิด ได้แก่

ประเทศสหรัฐอเมริกา กฎหมายในประเทศอเมริกากำหนดให้การฆ่าตัวตายและการช่วยผู้อื่นฆ่าตัวตายเป็นความผิด แต่ในมลรัฐโอเรกอนและมลรัฐวอชิงตันมีกฎหมาย The Death with Dignity Act กำหนดให้การช่วยผู้ป่วยฆ่าตัวตายไม่ถือเป็นความผิด แต่ถือเป็นการรักษาทางการแพทย์ (Medical Treatment) หากการกระทำดังกล่าวทำโดยแพทย์

ประเทศออสเตรเลีย ในปี ค.ศ. ๑๙๙๕ มลรัฐทางเหนือ (Northern Territory) มีกฎหมาย Rights of the Terminally Ill (ROTI) Act รองรับให้แพทย์สามารถกระทำการุณยฆาตและช่วยเหลือผู้ป่วยในการฆ่าตัวตาย (Assisted suicide) ได้ โดยกฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับในเดือนกรกฎาคม ๑๙๙๖ แต่ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๑๙๙๗ กฎหมายดังกล่าวก็ถูกยกเลิกโดยรัฐบาลกลาง (Commonwealth Parliament) ทั้งนี้ ระหว่างที่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับมีผู้ป่วย ๔ ราย ฆ่าตัวตายด้วยอุปกรณ์ที่ติดตั้งโดยแพทย์

ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีกฎหมาย Termination of Life on Request and Assisted Suicide (Review Procedures) Act ซึ่งแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาให้การทำการุณยฆาตและการช่วยเหลือผู้ป่วยในการฆ่าตัวตาย (Assisted suicide) ไม่ถูกลงโทษ หากเป็นการกระทำโดยแพทย์ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลรักษาผู้ป่วย โดยกฎหมายนี้อนุญาตให้เด็กอายุ ๑๖ ถึง ๑๘ ปี ร้องขอให้จบชีวิตตัวเองได้โดยขอคำปรึกษาจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองโดยบุคคลดังกล่าวไม่มีสิทธิคัดค้าน ส่วนเด็กอายุ ๑๒ ถึง ๑๖ ปีนั้น จะต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ทั้งนี้ พบว่าสถิติการตายประมาณร้อยละ ๙.๑ ของการตายทั้งหมดต่อปีเกิดจากการุณยฆาต โดยมีผู้ป่วยจำนวน ๒,๓๐๐ ราย สมัครใจตาย ผู้ป่วยจำนวน ๔๐๐ ราย ตายโดยแพทย์ลงมือเอง และผู้ป่วยจำนวน ๑,๐๔๐ ราย ถูกทำการุณยฆาตโดยผู้ป่วยไม่มีส่วนรับรู้หรือให้ความยินยอม

ประเทศเบลเยี่ยม ออกกฎหมายเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๕ และมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๕ อนุญาตเฉพาะผู้ป่วยที่บรรลุนิติภาวะสามารถทำการุณยฆาตได้ ต่อมาในปี ค.ศ. ๒๐๐๕ มีกฎหมายรองรับให้เภสัชกรและแพทย์สามารถจำหน่ายและใช้อุปกรณ์การทำการุณยฆาตได้

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีความแตกต่างจากกฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และเบลเยี่ยม กล่าวคือ ใน ๓ ประเทศดังกล่าวการทำการุณยฆาตและการช่วยเหลือผู้ป่วยในการฆ่าตัวตาย (Assisted suicide) ชอบด้วยกฎหมาย โดยกฎหมาย
ในประเทศเหล่านี้มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการรักษาทางการแพทย์ (Medical Treatment) ส่วนกฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ยังคงกำหนดให้การทำ
การุณยฆาตหรือการช่วยผู้ป่วยฆ่าตัวตายที่ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง (selfish motives) เป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษไม่ว่าจะทำโดยแพทย์หรือไม่ก็ตาม

ส่วน Passive Euthanasia มีหลายประเทศที่อนุญาตให้ทำได้โดยการทำหนังสือแสดงเจตนาโดยผู้ป่วยที่เรียกว่า Living will เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเดนมาร์ก ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น โดยประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ทำ Passive Euthanasia ได้ด้วยการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐

๔. การทำการุณยฆาตกับกฎหมายไทย

๔.๑ การุณยฆาตเชิงรุก (Active Euthanasia)
ตามที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า Active Euthanasia เป็นการช่วยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้ตายอย่าสงบ ซึ่งหากพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญาแล้ว เห็นได้ว่า การที่แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ หรือบุคคลทั่วไปช่วยให้ผู้ป่วยได้ตายอย่างสงบ ไม่ว่าจะกระทำโดยการฉีดยา ให้ยา หรือวิธีการอื่นใด หากการกระทำดังกล่าวเป็นผลโดยตรงต่อความตาย การทำ Active Euthanasia ดังกล่าวย่อมเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา ๒๘๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ หากการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่อบุพการีมีระวางโทษที่หนักขึ้นตามมาตรา ๒๘๙ แห่งประมวลกฎหมายอาญาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ป่วยจะให้ความยินยอมให้ฆ่าตนเองได้ ไม่ว่าความยินยอมดังกล่าวจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือด้วยวาจาก็ตาม ความยินยอมดังกล่าวไม่เป็นเหตุยกเว้นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นความผิดอาญาเพราะเป็นความยินยอมที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี แต่เมื่อผู้ป่วยยินยอมก็ทำให้พ้นจากความรับผิดทางแพ่ง นอกจากนี้ ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.๒๕๒๕ และข้อบังคับแพทยสภาการรักษาจริยธรรมแห่งวิชชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๖ และ ๒๕๔๙ อีกด้วย

๔.๒ การุณยฆาตเชิงรับ (Passive Euthanasia)

การทำ Passive Euthanasia ซึ่งเป็นการปล่อยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้ตายอย่างสงบ โดยงดเว้นการใช้เครื่องมือทางการแพทย์เพื่อยื้อชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีประเด็นทางกฎหมายหลายประเด็น ดังนี้

๔.๒.๑ กรณีที่ผู้ป่วยได้ทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์ะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตนหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย

สืบเนื่องจากมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ เปิดโอกาสให้บุคคลทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์ะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตนหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ โดยเมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าวแล้ว
มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ให้ความคุ้มครองเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารสุขเท่านั้น ไม่ได้ให้ความคุ้มครองถึงบุคคลทั่วไปด้วย ดังนั้น หากเป็นกรณีที่ญาติของผู้ป่วยปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตนาของผู้ป่วยโดยการไม่นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลหรือปล่อยให้ผู้ป่วยตายโดยไม่รักษาก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวจึงอาจจะต้องรับผิด

๔.๒.๒ กรณีผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่ได้ทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับการรักษาพยาบาลไว้ ในเรื่องนี้มีความเห็นเป็นสองฝ่าย ดังนี้

ฝ่ายที่ ๑ มองว่า การกระทำในทางอาญาให้รวมถึงการให้ผลอันใดอันหนึ่งขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย ซึ่งกรณีดังกล่าวเมื่อแพทย์เห็นว่าการรักษาไม่มีประโยชน์แล้ว การรักษาดังกล่าวไม่เข้าข่าย “การที่จักต้องกระทำ” จึงไม่ควรถือว่าการตายเป็นผลจากการกระทำของแพทย์ ดังนั้น การที่แพทย์ปล่อยให้ผู้ป่วยตายจึงไม่ถือเป็นการงดเว้นการกระทำ

ฝ่ายที่ ๒ มองว่า แพทย์มีหน้าที่ดูแลรักษาพยาบาลโดยทั่วไปอยู่ หากแพทย์ปล่อยให้ผู้ป่วยตาย การกระทำของแพทย์ถือเป็นการงดเว้นการกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย

๔.๓ การช่วยเหลือผู้ป่วยในการฆ่าตัวตาย (Assisted suicide)
กรณีช่วยเหลือเด็กอายุไม่เกิน ๑๖ ปีฆ่าตัวตายมีความผิดฐานช่วยหรือยุยงให้ฆ่าหรือพยายามฆ่าตนเองตามมาตรา ๒๙๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และผิดข้อบังคับแพทยสภา แต่กรณีบุคคลที่มีอายุมากกว่า ๑๖ ปีไม่เป็นการกระทำผิดอาญา แต่ผิดข้อบังคับแพทยสภา

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับการทำการุณยฆาตอีกเป็นจำนวนมากที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน เช่น กรณีที่ผู้ป่วยได้ทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขฯ แต่แพทย์ไม่ทราบถึงหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว จึงได้ใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อยืดการตายออกไป หากแพทย์ทราบถึงเจตนาดังกล่าวในภายหลัง แพทย์สามารถถอดเครื่องช่วยหายใจออกได้หรือไม่ หรือกรณีที่ผู้ป่วยได้ทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขฯ ไว้ ซึ่งแพทย์ก็ทราบถึงการแสดงเจตนาดังกล่าว หากแพทย์ผู้นั้นฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามโดยยังคงยื้อชีวิตของผู้ป่วยไว้ แพทย์ดังกล่าวจะมีความผิดหรือไม่ และญาติของผู้ป่วยมีสิทธิปฏิเสธค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลที่ฝ่าฝืนเจตนาของผู้ป่วยได้หรือไม่ ซึ่งคงต้องหาข้อยุติต่อไป

20 October 2009

เค้าโครง

๑. กฎหมายที่เกี่ยวข้องในการชุมนุมสาธารณะ
     ๑.๑ ประเทศที่มีกฎหมายเฉพาะ
     ๑.๒ ประเทศที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะ
๒. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม
     ๒.๑ ผู้รับผิดชอบในการชุมนุม
     ๒.๒ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการชุมนุม
๓. วิธีการและขั้นตอนในการชุมนุม
     ๓.๑ ประเทศที่มีกฎหมายเฉพาะ แบ่งได้เป็น ๒ กลุ่ม คือ
           ๓.๑.๑ ประเทศที่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ
           ๓.๑.๒ ประเทศที่ต้องขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ
     ๓.๒ ประเทศที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะ
๔. ข้อจำกัดในการชุมนุม
     ๔.๑ เวลาในการชุมนุม
     ๔.๒ สถานที่ในการชุมนุม
๕. การควบคุมการชุมนุม
๖. บทลงโทษ
     ๖.๑ บทลงโทษผู้รับผิดชอบการชุมนุม
     ๖.๒ บทลงโทษผู้ขัดขวางเสรีภาพในการชุมนุม
     ๖.๓ บทลงโทษผู้เข้าร่วมชุมนุม
            ๖.๓.๑ ผู้เข้าร่วมชุมนุมก่อความไม่สงบ
            ๖.๓.๒ ผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข
     ๖.๔ บทลงโทษผู้ยุยงส่งเสริมผู้เข้าร่วมการชุมนุมมิให้ปฏิบัติตามเงื่อนไข
     ๖.๕ บทลงโทษผู้ปลุกระดมให้มีการชุมนุมก่อความไม่สงบโดยใช้อาวุธ

๑. กฎหมายที่เกี่ยวข้องในการชุมนุมสาธารณะ

การชุมนุมสาธารณะมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย กฎหมายทางหลวง เป็นต้น แต่หลักเกณฑ์วิธีการในการชุมนุมสาธารณะนั้น ประเทศส่วนใหญ่มักจะมีการบัญญัติกฎหมายขึ้นโดยเฉพาะ ในขณะที่บางประเทศเห็นว่าการชุมนุมสาธารณะเป็นเสรีภาพของประชาชนจึงไม่มีการบัญญัติกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการไว้เป็นการเฉพาะ แต่ก็มีแนวคำพิพากษาเป็นแนวบรรทัดฐาน

๑.๑ ประเทศที่มีกฎหมายเฉพาะ เป็นประเทศที่มีกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการชุมนุมสาธารณะไว้โดยเฉพาะ เช่น ประเทศอังกฤษมี Public order Act 1986 ประเทศฝรั่งเศสมี La loi du 30 juin 1881และ La loi du 28 mars 1907 เขตปกครองพิเศษฮ่องกงมี Hong Kong Public order Ordinance จีนมี Law of the People’s Republic of China on Assemblies, Processions and Demonstrations (31 October 1989) เป็นต้น

๑.๒ ประเทศที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐธรรมนูญอเมริกัน รับรองสิทธิในการชุมนุมโดยสงบโดยห้ามมิให้รัฐสภาตรากฎหมายที่มีผลเป็นการลิดรอนการสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ ดังนั้น การตรากฎหมายเพื่อจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมนั้นไม่สามารถกระทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามการชุมนุมก่อนที่การชุมนุมจะเกิดขึ้นหรือการกำหนดเงื่อนไขในการชุมนุมโดยให้ผู้จัดหรือผู้เข้าร่วมการชุมนุมต้องลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อน การตรากฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมจึงทำได้เฉพาะเพื่อจัดการกับการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (Unlawful assembly) เท่านั้น ทั้งนี้ หลักกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกานั้น เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลสูง (Supreme Court) ในคดีต่างๆ

๒. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม

๒.๑ ผู้รับผิดชอบในการชุมนุม
ในบางประเทศมีการกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบในการชุมนุม หน้าที่ของผู้รับผิดชอบการชุมนุม และบทลงโทษผู้นำการชุมนุมต่างหากจากผู้เข้าร่วมการชุมนุม เช่น ประเทศฝรั่งเศสกำหนดให้ผู้รับผิดชอบการชุมนุมเป็นกลุ่มบุคคล (un bureau) จำนวน ๓ คน มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของผู้ชุมนุม หากการชุมนุมไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยกำหนดให้ผู้รับผิดชอบการชุมนุมจะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการชุมนุมนั้น และในประเทศจีนก็มีการกำหนดผู้รับผิดชอบการชุมนุม หน้าที่ และความรับผิดของผู้นำการชุมนุมไว้โดยเฉพาะเช่นกัน โดยมาตรา ๘ ของ Law of the People’s Republic of China on Assemblies, Processions and Demonstrations ได้กำหนดให้มีการแจ้งชื่อ อาชีพ และที่อยู่ของผู้รับผิดชอบการชุมนุม และมาตรา ๒๕ ของกฎหมายดังกล่าวก็ได้กำหนดให้ผู้รับผิดชอบการชุมนุมต้องดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมและช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยหากการชุมนุมเรียกร้องไม่เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต ผู้รับผิดชอบการชุมนุมอาจถูกเตือนหรือขัง ๑๕ วัน (มาตรา ๒๘) และต้องถูกดำเนินคดีตามมาตรา ๑๕๘ แห่งกฎหมายอาญาด้วย (มาตรา ๒๙) ส่วนผู้เข้าร่วมการชุมนุมที่กระทำความผิดตามกฎหมายอาญาในระหว่างการชุมนุมก็ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอาญา

ส่วนในบางประเทศกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบการชุมนุมและความรับผิดชอบผู้รับผิดชอบการชุมนุมไว้ต่างหากจากผู้เข้าร่วมการชุมนุม แต่ไม่กำหนดหน้าที่ของผู้รับผิดชอบการชุมนุมไว้โดยเฉพาะ เช่น ประเทศอังกฤษ กำหนดบทลงโทษผู้จัดการชุมนุมไว้เป็นการเฉพาะ โดยผู้จัดการชุมนุมซึ่งรับทราบเงื่อนไขในการชุมนุมแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับระดับ ๔ ของอัตราค่าปรับมาตรฐาน (Standard scale) (ไม่เกิน £ ๒,๕๐๐) ส่วนผู้เข้าร่วมการชุมนุมซึ่งรับทราบเงื่อนไขในการชุมนุมแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว ต้องระวางโทษปรับระดับ ๓ ของอัตราค่าปรับมาตรฐาน (ไม่เกิน £ ๑,๐๐๐) แต่ไม่มีการกล่าวถึงหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุมสาธารณะและผู้จัดการเดินขบวนไว้

แต่ในบางประเทศ เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ กำหนดให้มีผู้รับผิดชอบการชุมนุม กำหนดหน้าที่ของผู้รับผิดชอบการชุมนุม แต่ไม่ได้กำหนดความรับผิดชอบของผู้รับผิดชอบการชุมนุมไว้ต่างหากจากผู้เข้าร่วมชุมนุม โดยในมาตรา ๕ ของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ค.ศ. ๑๙๘๕ ได้กำหนดให้แจ้งชื่อหัวหน้าการชุมนุมหรือผู้จัดการชุมนุมไว้ในคำขออนุญาตจัดการชุมนุม และในมาตรา ๘ ก็ได้กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของหัวหน้าการชุมนุมและผู้จัดการชุมนุมไว้ด้วย เช่น การแจ้งให้ผู้เข้าร่วมการชุมนุมทราบถึงความรับผิดชอบภายใต้กรอบการอนุญาต ดูแลการชุมนุมไม่ให้ล่วงเลยเวลาที่ได้รับอนุญาต เป็นต้น ทั้งนี้ พระราชบัญญัตินี้ไม่มีการกำหนดความรับผิดของหัวหน้าการชุมนุมหรือผู้จัดการชุมนุมไว้ต่างหากจากผู้เข้าร่วมการชุมนุมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม มีบางประเทศที่ไม่มีการกำหนดตัวบุคคลที่รับผิดชอบในการชุมนุมไว้ โดยถือว่าผู้ร่วมชุมนุมทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันในการชุมนุม เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

๒.๒ เจ้าหน้าที่รัฐผู้รับผิดชอบการชุมนุม
ประเทศส่วนใหญ่ ทั้งประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศจีน และประเทศฟิลิปปินส์ ต่างก็กำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบการชุมนุม

๓. วิธีการและขั้นตอนในการชุมนุม

๓.๑ กลุ่มประเทศที่มีกฎหมายเฉพาะ แบ่งได้เป็น ๒ กลุ่ม คือ
        ๓.๑.๑ ประเทศที่ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ ประเทศฝรั่งเศส การชุมนุมสาธารณะสามารถกระทำได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องมีการขออนุญาตล่วงหน้า (Article premier) แต่ขบวนชุมนุมที่ใช้ถนนสาธารณะต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า (มาตรา ๑) โดยในคำแจ้งการชุมนุมสาธารณะต้องระบุจุดมุ่งหมายของการชุมนุม สถานที่ และเวลาในการรวมตัว และถ้าเป็นไปได้ให้บอกถึงเส้นทางที่ขบวนจะเคลื่อนที่ผ่านด้วย เมื่อเจ้าพนักงานได้รับแจ้งรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ให้ออกเอกสารรับรองให้ทันที จะต้องออกใบรับแจ้งให้ผู้แจ้งทันที ซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นว่าการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยก็อาจมีคำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวนได้ โดยต้องแจ้งไปยังผู้ลงนามในหนังสือบอกกล่าวโดยทันที ส่วนสิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนของฝรั่งเศสไม่มีข้อห้ามในเรื่องการอุทธรณ์คำสั่งห้ามไว้ แต่ต้องนำคดีไปฟ้องต่อสภาแห่งรัฐ (Conseil d’Etat) ในการเพิกถอนคำสั่งห้ามนั้น

       ๓.๑.๒ ประเทศที่ต้องขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ประเทศที่กำหนดให้การชุมนุมสาธารณะต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ เช่น ประเทศจีน กำหนดให้ผู้ประสงค์จะจัดให้มีการชุมนุม การเดินขบวน หรือการชุมนุมเรียกร้องต้องยื่นคำขออนุญาตเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยื่นคำขอต่อหน่วยงานด้านความมั่นคงประจำท้องถิ่น หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงในระดับที่สูงกว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงประจำท้องถิ่นที่รับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าว (กรณีเส้นทางการเดินขบวนหรือการชุมนุมเรียกร้องนั้นเกี่ยวเนื่องกับพื้นที่รับผิดขอบของหน่วยงานด้านความมั่นคงประจำท้องถิ่นมากกว่าสองแห่งขึ้นไป) ล่วงหน้าอย่างน้อย ๕ วัน (มาตรา ๘) และต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ เว้นแต่การชุมนุม การเดินขบวน หรือการชุมนุมเรียกร้องที่จัดโดยหน่วยงานของรัฐ (มาตรา ๗) หรือการชุมนุมที่ผู้จัดได้รับมอบหมายเป็นหนังสือจากหน่วยงานของรัฐให้เป็นผู้จัดขึ้น (มาตรา ๑๗) ทั้งนี้ หากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่ไม่อนุญาตให้จัดการชุมนุม การเดินขบวน หรือการชุมนุมเรียกร้อง ผู้รับผิดชอบการชุมนุมฯ อาจขอให้รัฐบาลประชาชนในระดับเดียวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาคำขอนั้นใหม่ภายใน ๓ วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ในการนี้ รัฐบาลประชาชนต้องพิจารณาคำขอนั้นให้แล้วเสร็จภายใน ๓ วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ (มาตรา ๑๓)
ประเทศฟิลิปปินส์ กำหนดให้การจัดการชุมนุมสาธารณะในที่สาธารณะต้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรต่อสำนักงานเทศบาลในเขตพื้นที่จัดการชุมนุม ส่วนการชุมนุมสาธารณะใน freedom park การชุมนุมในสถานที่ส่วนตัว การชุมนุมในมหาวิทยาลัยของรัฐซึ่งจัดโดยสถานศึกษาภายใต้กฎระเบียบของสถานศึกษา และการประชุมทางการเมืองหรือการชุมนุมในระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ต้องขออนุญาต (มาตรา ๔) ทั้งนี้ หากเจ้าหน้าที่ปฏิเสธหรือแก้ไขเงื่อนไขในการอนุญาตผู้ขออนุญาตสามารถฟ้องศาลได้ภายใน ๔๘ ชั่วโมง และศาลต้องตัดสินภายใน ๒๔ ชั่วโมง (มาตรา ๖)
ส่วนในประเทศอังกฤษ แม้ในมาตรา ๑๔ ของ Public order act 1986 ซึ่งกล่าวถึงการชุมนุมสาธารณะจะไม่ได้กำหนดให้การชุมนุมสาธารณะต้องขออนุญาต แต่ในทางปฏิบัติการชุมนุมในที่สาธารณะที่อยู่ในความดูแลของรัฐต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐที่ครอบครองดูแลทรัพย์สินนั้นก่อน ส่วนการเดินขบวนในที่สาธารณะนั้น มาตรา ๑๑ กำหนดให้ต้องขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ประจำสถานีตำรวจที่รับผิดชอบพื้นที่เดินขบวนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๖ วันทำการ แต่ไม่ไม่การกล่าวถึงการอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตไว้แต่อย่างใดสำหรับรายละเอียดที่ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงาน
ที่รับผิดชอบ

๑ ประเทศจีน กำหนดว่าคำขออนุญาตจัดการชุมนุม การเดินขบวน หรือการชุมนุมเรียกร้องต้องประกอบด้วย (มาตรา ๘)
(๑) วัตถุประสงค์ของการจัดการชุมนุม การเดินขบวน หรือการชุมนุมเรียกร้อง
(๒) วิธีดำเนินการ
(๓) แผ่นป้ายปิดประกาศและคำขวัญ (Slogan) ที่จะใช้
(๔) จำนวนผู้เข้าร่วม
(๕) จำนวนยานพาหนะที่เข้าร่วม
(๖) รายละเอียดและจำนวนเครื่องเสียงที่จะใช้
(๗) ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด
(๘) สถานที่จัดการชุมนุม การเดินขบวน หรือการชุมนุมเรียกร้องและสถานที่สิ้นสุดการชุมนุม การเดินขบวน หรือการชุมนุมเรียกร้อง
(๙) เส้นทางเดินขบวนหรือการชุมนุมเรียกร้อง
(๑๐) ชื่อ อาชีพ และที่อยู่ของผู้รับผิดชอบการชุมนุม การเดินขบวน หรือการชุมนุมเรียกร้องนั้น

๒ ประเทศฟิลิปปินส์ กำหนดว่าคำขออนุญาตในการชุมนุมสาธารณะต้องประกอบด้วย (มาตรา ๕ (๑))
(๑) ชื่อของผู้จัดการชุมนุมหรือผู้นำการชุมนุม
(๒) วัตถุประสงค์ของการชุมนุม
(๓) วันเดือนปีและระยะเวลาที่จะจัดการชุมนุม
(๔) สถานที่หรือถนนที่จะใช้ในการชุมนุม
(๕) จำนวนของผู้เข้าร่วมชุมนุม (โดยประมาณ)
(๖) การขนส่งมวลชนที่จะใช้ในการชุมนุม

๓ ประเทศอังกฤษ กำหนดให้หนังสือขออนุญาตเดินขบวนต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (มาตรา ๑๑ (๑) และ (๓))
(๑) วัตถุประสงค์ของการเดินขบวนในที่สาธารณะให้ชัดเจนว่าเพื่อแสดงการสนับสนุนหรือคัดค้านในเรื่องใดของผู้ใดหรือของบุคคลใด หรือเพื่อรณณรงค์ในเรื่องใดหรือโครงการใด หรือเพื่อแสดงความระลึกถึงเหตุการณ์ใด
(๒) วันที่จะมีการเดินขบวน
(๓) กำหนดเวลาเดินขบวน
(๔) เส้นทางการเดินขบวน
(๕) ชื่อนามสกุลของผู้ที่จะจัดการเดินขบวน หรือผู้แทนของคณะผู้จัดการเดินขบวน

๓.๒ ประเทศที่ไม่มีกฎหมายการชุมนุมโดยเฉพาะ
คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีกฎหมายกำหนดวิธีการและขั้นตอนในการชุมนุมวาธารณะไว้แต่อย่างใด แต่ในทางปฏิบัติมักมีการบอกกล่าวแก่สถานีตำรวจที่รับผิดชอบเพื่อให้ช่วยอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยเท่านั้น โดยไม่มีการกำหนดรายละเอียดข้อมูลที่จะต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ไว้

๔. ข้อจำกัดในการชุมนุม

๔.๑ เวลาในการชุมนุม
ประเทศฝรั่งเศส ห้ามมิให้มีการชุมนุมหลังจากเวลา ๒๓.๐๐ นาฬิกา เว้นเสียแต่ว่าสถานที่สาธารณะนั้นจะปิดให้บริการหลังเวลาดังกล่าว ก็ให้สามารถชุมนุมต่อไปได้จนถึงเวลาปิดให้บริการที่กำหนดไว้ ประเทศจีน เวลาชุมนุม เดินขบวน หรือชุมนุมเรียกร้องนั้น จำกัดระหว่างเวลา ๖ นาฬิกา ถึง ๒๒ นาฬิกา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐบาลท้องถิ่น
(มาตรา ๒๔) ส่วนประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และฟิลิปปินส์ ไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการชุมนุมไว้ในกฎหมายโดยเฉพาะ

๔.๒ สถานที่ในการชุมนุม
ประเทศจีนห้ามมิให้จัดการชุมนุม การเดินขบวน หรือการชุมนุมเรียกร้องในรัศมี ๑๐-๓๐๐ เมตรโดยรอบสถานที่ดังต่อไปนี้ (มาตรา ๒๓)เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากสภาประชาชนหรือรัฐบาลประชาชนประจำจังหวัด
(๑) ทรัพย์สินของกรรมาธิการสามัญแห่งสภาประชาชน กรรมาธิการแห่งรัฐกรรมาธิการทหาร ศาลประชาชนสูงสุด และผู้แทนประชาชนสูงสุด
(๒) สถานที่ซึ่งแขกของรัฐพักอยู่
(๓) ที่ทำการทางทหารที่สำคัญ
(๔) ท่าอากาศยาน สถานีรถไฟ และท่าเรือ

๕. การควบคุมการชุมนุมสาธารณะ

ประเทศอังกฤษ ให้อำนาจผู้บัญชาการตำรวจในพื้นที่ที่มีการชุมนุมยื่นคำร้องต่อสภาเทศบาลเพื่อมีคำสั่งห้ามมิให้มีการชุมนุม หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าการชุมนุมนั้นการชุมนุมนั้นอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนในบริเวณนั้น หรือที่ดินหรืออาคารหรืออนุสาวรีย์ที่อยู่ในที่ดินนั้นมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี หรือวิทยาศาสตร์ และการชุมนุมในสถานที่นั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินหรืออาคารหรืออนุสาวรีย์ที่อยู่ในที่ดินนั้น (มาตรา ๑๔ ๑(a))

ประเทศฝรั่งเศส ในระหว่างการชุมนุมเจ้าพนักงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถห้ามการพกพาอาวุธหรือสิ่งที่สามารถใช้เป็นอาวุธที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายระหว่าง ๒๔ ชั่วโมงก่อนการชุมนุม จนกระทั่งการชุมนุมสลายตัว และเจ้าพนักงานตำรวจสามารถห้ามการชุมนุมได้ทันทีหากเห็นว่าการชุมนุมที่จะจัดขึ้นจะทำให้เกิดความวุ่นวายต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยออกประกาศแจ้งให้ผู้รับผิดชอบการชุมนุมที่ให้ชื่อเอาไว้ให้ทราบ นอกจากนี้ นายกเทศมนตรีก็สามารถออกประกาศห้ามหรือสั่งยกเลิกการชุมนุมนั้นได้เช่นกัน โดยต้องส่งรายงานพร้อมหมายห้ามให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบภายใน ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดอาจเห็นด้วยตามที่นายกเทศมนตรีเสนอ หรืออาจจะยกเลิกการห้ามชุมนุมนั้นเสียก็ได้

ประเทศจีน ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจสั่งให้ยุติการชุมนุม การเดินขบวนหรือหากชุมนุมเรียกร้องได้ หากการชุมนุม การเดินขบวน หรือการชุมนุมเรียกร้องไม่เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต หรือเป็นการชุมนุม การเดินขบวน หรือการชุมนุมเรียกร้องโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการกระทำดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงหรืออาจมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความสงบเรียบร้อย และถ้าผู้เข้าร่วมการชุมนุม การเดินขบวน หรือการชุมนุมเรียกร้องละเมิดเขตปลอดภัยชั่วคราวก็ดี รุกเข้าไปในรัศมีที่กำหนดไว้ก็ดี หรือกระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายประการอื่นก็ดี เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจจับและคุมขังผู้เข้าร่วมการชุมนุม การเดินขบวน หรือการชุมนุมเรียกร้องได้ทันที (มาตรา ๒๗)

ประเทศฟิลิปปินส์ เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องไม่เข้าไปแทรกแซงการจัดการชุมนุมสาธารณะ อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยสาธารณะเจ้าหน้าที่ของรัฐภายใต้คำสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบสามารถประจำการในระยะห่างจากการชุมนุมอย่างน้อย ๑๐๐ เมตรจากพื้นที่ชุมนุมเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม (มาตรา ๙) นอกจากนี้ ยังกำหนดแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนี้
(๑) เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมต้องแต่งเครื่องแบบพร้อมทั้งติดป้ายชื่อและหน่วยงานต้นสังกัด
(๒) เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องไม่พกาพาอาวุธปืนแต่อาจมีกระบองหมวกกันกระแทกหน้ากากกันแก๊ส โล่ รองเท้าบูทหรือรองเท้าหุ้มข้อพร้อมสนับแข้งได้
(๓) ห้ามใช้แก๊สน้ำตา ระเบิดควัน ท่อฉีดน้ำ หรืออุปกรณ์ต่อต้านการจลาจลที่คล้ายกันเว้นแต่การชุมนุมสาธารณะนั้นมีการใช้ความรุนแรง หรือเจตนาทำลายทรัพย์สิน (มาตรา ๑๐) และหากมีความจำเป็นในการสลายการชุมได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการสลายการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตเป็น ๓ ขั้นตอน (มาตรา ๑๑) คือ
ขั้นตอนที่หนึ่ง หากเริ่มมีสัญญาณความรุนแรงให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายเรียกผู้นำการชุมนุมเพื่อหาแนวทางป้องกัน
ขั้นตอนที่สอง หากความรุนแรงเริ่มเกิดขึ้นโดยมีการขว้างปาก้อนหินหรือวัตถุที่เป็นอันตรายอื่นๆ ใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ผู้ร่วมชุมนุม หรือเป็นเหตุให้ทรัพย์สินเสียหาย เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งต้องเตือนผู้เข้าร่วมชุมนุมว่า หากการชุมนุมยังคงวุ่นวายจะมีการสลายการชุมนุม
ขั้นตอนที่สาม หากความรุนแรงหรือความวุ่นวายยังปรากฏเจ้าหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้งต้องเตือนผู้เข้าร่วมชุมนุม และหลังจากนั้นจึงสลายการชุมนุม
ขั้นตอนที่สี่ ห้ามจับกุมผู้นำการชุมนุม ผู้จัดการชุมนุม หรือผู้ร่วมการชุมนุม เว้นแต่มีการฝ่าฝืนกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ รัฐบัญญัติ รัฐกฤษฎีกา หรือบทบัญญัติต่างๆ ในกฎหมายนี้ การจับกุมต้องเป็นไปตามมาตรา ๑๒๕ ของประมวลกฎหมายอาญา
ส่วนการชุมนุมที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้น กฎหมายการชุมนุมสาธารณะของประเทศฟิลิปปินส์กำหนดไว้ว่าสามารถสลายการชุมนุมดังกล่าวได้โดยสงบ (มาตรา ๑๒)

ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจในการจัดการกับการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยการปิดการเข้าออกพื้นที่ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๔๐๙.๕)

๖. บทลงโทษ

๖.๑ บทลงโทษผู้รับผิดชอบการชุมนุม สำหรับประเทศที่กำหนดผู้รับผิดชอบการชุมนุมไว้ มักจะกำหนดบทลงโทษผู้รับผิดชอบการชุมนุมไว้สูงกว่าผู้ร่วมการชุมนุม ทั้งนี้ เนื่องจากผู้รับผิดชอบการชุมนุมมีหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบเรียบร้อย เช่น ประเทศจีนกำหนดให้ผู้รับผิดชอบการชุมนุมอาจถูกเตือนหรือขัง ๑๕ วัน และต้องถูกดำเนินคดีตามมาตรา ๑๕๘ แห่งกฎหมายอาญาด้วย (มาตรา ๒๙) ส่วนผู้เข้าร่วมการชุมนุมที่กระทำความผิดตามกฎหมายอาญาในระหว่างการชุมนุมก็ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอาญา ประเทศอังกฤษ กำหนดบทลงโทษผู้จัดการชุมนุมไว้เป็นการเฉพาะ โดยผู้จัดการชุมนุมซึ่งรับทราบเงื่อนไขในการชุมนุมแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับระดับ ๔ ของอัตราค่าปรับมาตรฐาน (Standard scale) (ไม่เกิน £ ๒,๕๐๐) ส่วนผู้เข้าร่วมการชุมนุมซึ่งรับทราบเงื่อนไขในการชุมนุมแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว ต้องระวางโทษปรับระดับ ๓ ของอัตราค่าปรับมาตรฐาน (ไม่เกิน £ ๑,๐๐๐)

๖.๒ บทลงโทษผู้ขัดขวางเสรีภาพในการชุมนุม มีบัญญัติในกฎหมายของประเทศฝรั่งเศส โดยกำหนดว่า มาตรา ๔๓๑-๑ ของประมวลกฎหมายอาญา มีบทบัญญัติโทษรองรับสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม การกระทำใดๆ โดยรวมกลุ่มกันและมีการข่มขู่ ที่เป็นการขัดขวางการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การทำงาน การรวมตัวกันเป็นสมาคม การชุมนุมหรือการเดินขบวน ต้องระวางโทษจำคุก ๑ ปี และโทษปรับ ๑๕,๐๐๐ ยูโร หากมีการใช้ความรุนแรง หรือทำลายทรัพย์สิน ต้องระวางโทษเพิ่มขึ้นเป็นจำคุก ๓ ปี และโทษปรับ ๔๕,๐๐๐ ยูโร

๖.๓ บทลงโทษผู้เข้าร่วมการชุมนุม
       ๖.๓.๑ ผู้เข้าร่วมชุมนุมสาธารณะก่อความไม่สงบ เป็นฐานความผิดในประเทศฝรั่งเศส หากมีการเตือนให้สลายการชุมนุมเองแล้ว ๒ ครั้ง แต่ผู้ชุมนุมยังคงการชุมนุมต่อไป ผู้ชุมนุมอาจต้องระวางโทษจำคุก ๑ ปี และโทษปรับ ๑๕,๐๐๐ ยูโร ในกรณีไม่มีอาวุธ และอาจต้องระวางโทษจำคุก ๓ ปี และโทษปรับ ๔๕,๐๐๐ ยูโร ในกรณีที่มีอาวุธ ต่อจากนี้ หากผู้ใดจงใจเข้าร่วมการชุมนุมต่อไปอีก จะต้องระวางโทษจำคุกเพิ่มขึ้นเป็น ๕ ปี และโทษปรับเป็น ๗๕,๐๐๐ ยูโร มาตรา ๔๓๑-๓ ถึงมาตรา ๔๓๑-๕ แห่งประมวลกฎหมายอาญา)
       ๖.๓.๒ ผู้เข้าร่วมการชุมนุมซึ่งรับทราบเงื่อนไขในการชุมนุมแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว เป็นฐานความผิดในประเทศอังกฤษต้องระวางโทษปรับระดับ ๓ ของอัตราค่าปรับมาตรฐาน (ไม่เกิน £ ๑,๐๐๐) เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้เนื่องจากเหตุที่ตนไม่ต้องรับผิดชอบ (มาตรา ๑๔ (๕) และ (๙))

๖.๔ บทลงโทษผู้ยุยงส่งเสริม (Incite) ผู้เข้าร่วมการชุมนุมซึ่งรับทราบเงื่อนไขในการชุมนุมแล้วมิให้ปฏิบัติตามเงื่อนไข เป็นฐานความผิดในประเทศอังกฤษ กำหนดให้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับระดับ ๔ ของอัตราค่าปรับมาตรฐาน (ไม่เกิน £ ๒,๕๐๐) หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา ๑๔ (๖) และ (๑๐))

๖.๕ บทลงโทษผู้ปลุกระดมโดยตรงให้มีการชุมนุมก่อความไม่สงบโดยใช้อาวุธ ไม่ว่าจะกระทำโดยการป่าวร้องหรือการแถลงการณ์ โดยการเขียน คำพูด หรือรูปภาพ ที่ติดประกาศหรือแจกจ่าย เป็นฐานความผิดในประเทศฝรั่งเศส กำหนดโทษจำคุก ๑ ปี และโทษปรับ ๑๕,๐๐๐ ยูโร และหากการปลุกระดมนั้นเป็นผล โทษจะเพิ่มเป็นจำคุก ๗ ปี และโทษปรับ ๑๐๐,๐๐๐ ยูโร (มาตรา ๔๓๑-๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา) และยังกำหนดโทษเพิ่มเติมให้ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองและทางแพ่ง ห้ามมิให้พกพาอาวุธ ถูกริบอาวุธ หรือถูกจำกัดเขต สำหรับผู้ที่ก่อความวุ่นวายในการเดินขบวนและผู้ที่ปลุกระดมให้ชุมนุมก่อความไม่สงบโดยใช้อาวุธอีกด้วย

16 October 2009

การใช้สิทธิทางศาลของประชาชนตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


            ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ นับถึงปัจจุบันประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเวลากว่า ๗๐ ปี ซึ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วถึง ๑๗ ฉบับ โดยรัฐธรรมนูญซึ่งบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๘ หากพิจารณารัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้นับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างสูง เห็นได้จากการบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพด้านต่างๆ ให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งการใช้สิทธิทางศาลก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้รับรองไว้อย่างชัดเจน โดยมีเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิทางศาลได้หลายช่องทาง ดังนี้

๑. การใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวด ๓ เรื่องสิทธิและเสรีภาพ (มาตรา ๒๘)
เป็นการประกันสิทธิการใช้สิทธิทางศาลในกรณีที่บุคคลซึ่งเป็นปวงชนชาวไทยถูกล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ ซึ่งสืบเนื่องจากการปรับปรุงหลักการของหมวดสิทธิเสรีภาพ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ เคยกำหนดให้การใช้สิทธิเสรีภาพต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ เป็นให้สามารถใช้สิทธิเสรีภาพได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีกฎหมายบัญญัติขึ้นเสียก่อน จึงตัดข้อความเดิมที่เคยบัญญัติไว้ว่า "ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" ในมาตราต่างๆ ออก ดังนั้น จึงต้องกำหนดให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกร้องให้รัฐปฏิบัติตามบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพได้โดยตรงแม้ว่าจะยังไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ แต่หากการใช้สิทธิเสรีภาพเรื่องใด มีกฎหมายบัญญัติรายละเอียดไว้แล้วก็ให้เป็นไปตามกฏหมายนั้น ดังนั้น หากรัฐไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ ประชาชนก็มีสิทธิฟ้องศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามสิทธิเสรีภาพนั้นๆ ได้

๒. การฟ้องหน่วยงานรัฐให้รับผิดในการกระทำละเมิด กรณีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการหรือละเว้นการกระทำการ (มาตรา ๖๐)
มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลในการฟ้องหน่วยงานของรัฐ โดยกำหนดให้บุคคลที่ได้รับผลกระทบหรือได้รับความเสียหายจากการกระทำ หรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ มีสิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล ให้รับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยภาระการพิสูจน์ไม่ได้ตกอยู่กับประชาชน กล่าวคือ เพียงแค่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำการหรือละเว้นกระทำการ อันทำให้ประชาชนผู้นั้นได้รับความเสียหายก็สามารถฟ้องต่อศาลได้ เช่น กรณีรัฐปล่อยให้ถนนหลวงชำรุดเสียหายแล้วประชาชนผู้ใช้ถนนได้รับอุบัติเหตุหรือรถชำรุด ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากการนั้นสามารถฟ้องหน่วยงานของรัฐผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาถนนหนทางให้รับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ หลักการนี้เคยมีปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ เพียงแต่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ตัดคำว่า "ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ" เพื่อให้สามารถใช้สิทธิได้ทันที

๓. การฟ้องหน่วยงานรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติเรื่องสิทธิชุมชน (มาตรา ๖๗)
รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้บุคคลได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะเข้าร่วมกับรัฐหรือชุมชน ในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา การได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ หรือในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน โดยชุมชนมีสิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติเรื่องสิทธิชุมชนได้

๔. การยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ (มาตรา ๒๑๒)
หลักการนี้ปรากฎในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นครั้งแรก โดยกำหนดให้บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้คดีขึ้นสู่ศาลมากเกินไปจึงมีการกำหนดให้การเสนอคดีจะทำได้เฉพาะกรณีที่ไม่อาจใช้วิธีการอื่นตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วเท่านั้น ซึ่งมาตรา ๒๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ และข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำร้องไว้ ดังนี้

๔.๑ หลักเกณฑ์การยื่นคำร้อง
(๑) ต้องเป็นบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ กล่าวคือ ผู้ยื่นคำร้องต้องเป็น
ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ
(๒) ต้องเป็นสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ในหมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญ เช่น สิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย (มาตรา ๓๒) เสรีภาพในเคหสถาน (มาตรา ๓๓) เสรีภาพในการเดินทาง (มาตรา ๓๔) เสรีภาพในการสื่อสาร (มาตรา๓๖) สิทธิในกระบวนการยุติธรรม (มาตรา ๓๘ และมาตรา ๔๐) สิทธิในทรัพย์สิน (มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๒) เป็นต้น
(๓) ต้องเป็นไปเพื่อให้ศาลมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้น จะขอให้ศาลวินิจฉัยเป็นไปในแนวทางอื่น เช่น ขอให้ลงโทษผู้กระทำความผิด หรือขอให้ศาลสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายไม่ได้
(๔) ต้องเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้ว กล่าวคือ ไม่สามารถใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา ๒๑๑ ไม่สามารถใช้สิทธิทางผู้ตรวจการแผ่นดินตามมาตรา ๒๔๕ (๑) และไม่สามารถใช้สิทธิทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนตามมาตรา ๒๕๗ วรรคหนึ่ง (๒)

๔.๒ การเขียนคำร้อง ต้องทำเป็นหนังสือ ใช้ถ้อยคำสุภาพ และอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ร้อง
(๒) ระบุมาตราของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเหตุในคำร้อง
(๓) ระบุเรื่องอันเป็นเหตุให้ต้องใช้สิทธิ พร้อมทั้งข้อเท็จจริง หรือพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง
(๔) คำขอที่ระบุความประสงค์จะให้ศาลดำเนินการอย่างใด พร้อมทั้งเหตุผลสนับสนุนโดยชัดแจ้ง
(๕) ลงลายมือชื่อผู้ร้อง แต่ในกรณีที่เป็นการทำและยื่นหรือส่งคำร้องแทนผู้อื่น ต้องแนบใบมอบฉันทะให้ทำการดังกล่าวมาด้วย
(๖) ระบุเหตุที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีประชาชนฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นจำนวนมาก แต่คำร้องส่วนใหญ่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ในการยื่นคำร้อง เช่น ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพมีคำขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยในเรื่องอื่นนอกเหนือจากขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือยังสามารถใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้ เป็นต้น ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาต่อไปได้

04 September 2009

หนังสือแสดงเจตนาในการรักษาพยาบาล
(Living will)


              การกำหนดเจตนารมณ์ในการมีชีวิตอยู่ (Living will) หรือการทำการุณยฆาต (Euthanasia) ปัจจุบันมีการกล่าวถึงและได้รับการอภิปรายกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นในทางกฎหมายและศีลธรรม ซึ่งประเด็นหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง คือ แนวคิดเรื่องการตายอย่างมีศักดิ์ศรี(Death with dignity) โดยแนวคิดนี้มองว่าการตายโดยที่มีสายยางหรือเครื่องมือทางการแพทย์ติดอยู่กับผู้ป่วยเป็นการตายอย่างไร้ศักดิ์ศรี (Indignity)ด้วยแนวคิดนี้จึงก่อให้เกิดคำว่า “Living will" หรือ “หนังสือเจตนาในการรักษาพยาบาล” หรือ “พินัยกรรมชีวิต”

              ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา สิงคโปร์ และบางประเทศในยุโรปยอมรับการทำ Living will เพราะเห็นว่ามนุษย์มีอิสระในการตัดสินโชคชะตาของตัวเองแม้ในเรื่องการตายและควรมีกฎหมายรับรองถึงสิทธิการตาย (Right to die) ดังนั้น Living will จึงเป็นที่แพร่หลายในประเทศตะวันตก สำหรับประเทศไทยแนวคิดเรื่องนี้ถูกบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อความเข้าใจถึงลักษณะของหนังสือ Living will จึงขอกล่าวถึงรายละเอียดเป็นข้อๆ ดังนี้


๑. ความหมายของหนังสือ Living will

              หนังสือ Living will นั้นในแต่ละประเทศใช้ถ้อยคำแตกต่างกัน เช่น ประเทศอังกฤษใช้คำว่า “Advance decisions” ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้คำว่า “Health care advance directive” ประเทศสิงคโปร์ใช้คำว่า “Advance medical directive (AMD)” ซึ่งหมายถึง เอกสารทางกฎหมายที่บุคคลทำขึ้นเพื่อแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย โดยให้มีผลเมื่อผู้ทำหนังสืออยู่ในภาวะที่ไม่อาจแสดงเจตนาได้ด้วยตนเอง

              ทั้งนี้ การแสดงเจตนาในการตายอย่างสงบนี้ไม่ถือเป็นการุณยฆาต (Mercy Killing) ไม่ใช่กรณีเร่งการตายที่เป็น Active Euthanasia แต่เป็นเรื่องของการตายตามธรรมชาติ โดยไม่ประสงค์จะยืดการตายด้วยการใช้เทคโนโลยีต่างๆ การเขียน Living Will ไว้จึงเป็นแนวทางให้แพทย์ได้เดินไปในแนวทางของ Passive Euthanasia โดยไม่ใช้เครื่องมือต่างๆ จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ยังมีการดูแลรักษาแบบประคับประคอง(Palliative Care) คือ การบรรเทาความเจ็บปวดให้แก่ผู้ป่วย และช่วยให้เขาได้จากไปอย่างสงบตามวิถีแห่งธรรมชาติ (ที่มา : แสวง บุญเฉลิมวิภาส, หนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต ในหนังสือ “ก่อนวันผลัดใบ : หนังสือแสดงเจตนาการจากไปในวาระสุดท้าย”, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, ๒๕๕๒), หน้า ๑๓๔-๑๓๘)


๒. ประโยชน์ของหนังสือแสดงเจตนาในการรักษาพยาบาล (ที่มา : เวบไซต์ ThaiLivingWill)
๒.๑ ผู้ป่วยสามารถแสดงความต้องการไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับวิธีการรักษาที่ตนปรารถนาหรือไม่ปรารถนา ในเวลาที่ตนไม่รู้สึกตัวหรือไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ รวมทั้งความต้องการที่จะเสียชีวิตที่บ้าน หรือต้องการอยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัว ญาติมิตร คนใกล้ชิด

๒.๒ ผู้ป่วยยังคงได้รับการดูแลจากแพทย์ พยาบาล เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบาย ช่วยบรรเทาความทรมานทางกายที่เกิดจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

๒.๓ ผู้ป่วยไม่ต้องทนทรมานจากการรักษาที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เช่น การเจาะคอเพื่อใส่เครื่องช่วยหายใจ หรือการปั๊มหัวใจเมื่อผู้ป่วยอยู่ในสภาพร่างกายอ่อนแอ

๒.๔ ช่วยลดความขัดแย้งหรือความเห็นที่ไม่ตรงกันของญาติเกี่ยวกับวิธีการรักษาผู้ป่วย เพราะผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาสามารถแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้แสดงเจตนาแทนหรือตัดสินใจแทนผู้ป่วยได้

๒.๕ ลดความกังวลของแพทย์ พยาบาลในการรักษาผู้ป่วยระยะสุดท้าย กล่าวคือ ไม่ต้องห่วงว่าการรักษาจะไม่ได้ผลหรือไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะเป็นภาวะของผู้ป่วยระยะสุดท้ายและเป็นความประสงค์ของผู้ป่วย

๒.๖ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็น ไม่เป็นภาระแก่ลูกหลานหรือคนในครอบครัว รวมทั้งระบบบริการสาธารณสุขโดยรวมที่ยังมีผู้ป่วยอีกเป็นจำนวนมาก


๓. หนังสือแสดงเจตนาในการรักษาพยาบาล (Living will) ในต่างประเทศ

           ประเทศสิงคโปร์ มีกฎหมาย Advance Medical Directive Act” (๑๙๙๖) กำหนดว่าบุคคลที่มีอายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ และมีสติสัมปชัญญะสามารถทำหนังสือแสดงเจตนาในการรักษาพยาบาล (Advance Medical Directive) ได้ โดยจะต้องกรอกเนื้อหาในแบบฟอร์มและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย ๒ คน พยานคนหนึ่งจะต้องเป็นแพทย์ พยานอีกคนหนึ่งจะต้องเป็นผู้ที่มีอายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ หลังจากนั้นจะต้องส่งเอกสารนี้ไปให้นายทะเบียนที่ได้รับแต่งตั้งเพื่อบันทึกเป็นข้อมูล(มาตรา ๓ และมาตรา ๕)
        ส่วนประเทศอังกฤษ มีกฎหมายชื่อ Mental Capacity Act (๒๐๐๕) กำหนดให้บุคคลที่มีอายุ ๑๘ ปีบริบูรณ์และมีความสามารถตามกฎหมายสามารถทำหนังสือแสดงเจตนาในการปฏิเสธรักษาพยาบาลได้ (Advance decisions to refuse treatment) โดยเนื้อหาในหนังสือจะระบุวิธีการรักษาที่ผู้ป่วยปฏิเสธในกรณีต่างๆ การตัดสินใจทางการแพทย์ในกรณีที่ผู้ป่วยใกล้อยู่ในความเสี่ยงที่จะเสียชีวิต ซึ่งผู้ที่เป็นพยานอาจเป็นสมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลใดก็ได้ที่ผู้ทำหนังสือไว้วางใจ (มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖)
           นอกจากนี้ หนังสือแสดงเจตนาในการรักษาพยาบาลยังได้รับการยอมรับจากประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และอีกหลายประเทศในยุโรป

๔. หนังสือแสดงเจตนาในการรักษาพยาบาล (Living will) ในประเทศไทย

             ตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติฯ บัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตนหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยไว้ โดยวิธีการดำเนินการกฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ซึ่งในขณะนี้กฎกระทรวงดังกล่าวอยู่ระหว่างการยกร่าง โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)ร่วมกับศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในเบื้องต้นเนื้อหาในร่างกฎกระทรวงมีสาระสำคัญ ดังนี้ (สามารถ Download ร่างกฎกระทรวงฯ ที่เวบไซต์ ThaiLivingWill

(๑) กำหนดบทนิยามของคำว่า “หนังสือแสดงเจตนา” “บริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย” “วาระสุดท้ายของชีวิต” “สภาพผักถาวร” และ “การทรมานจากการเจ็บป่วย”

(๒) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการทำหนังสือแสดงเจตนา

(๓) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนา

    นอกจากนี้ในมาตรา ๑๒ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติฯ ยังกำหนดรองรับไว้อีกว่าเมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาฯ แล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในตอนนี้ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาฯ จะอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ตาม แต่เมื่อทันทีที่กฎกระทรวงดังกล่าวมีผลบังคับใช้คาดว่าประชาชนจำนวนมากต้องให้ความสนใจในการทำหนังสือแสดงเจตนานี้แน่นอน ซึ่งหากผู้อ่านสนใจเกี่ยวกับ Living Will หรือประสงค์จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าวก็สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์  http://www.thailivingwill.in.th/ คะ