วันนี้หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านเจอเรื่องน่าสนใจ
เกี่ยวกับการออกฎหมายการุณยฆาตในประเทศต่างๆ
ก็เลยเก็บมาโพสต์ไว้เผื่อเป็นประโยชน์กับประเทศของเราบ้างไม่มากก็น้อยคะ
ซึ่งเรื่องการุณยฆาตนี้เคยเขียนไว้โดยละเอียดในบล็อคนี้เมื่อปี 2010 แล้วคะ http://khanuengnit.blogspot.fr/search/label/Euthanasia
ดังนั้น ในโพสต์ฉบับนี้จะกล่าวถึงสถานการณ์และความคืบหน้าของประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ก่อนจะกล่าวถึงประเทศอื่นๆ ในโพสต์ต่อๆไปคะ
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อนุญาตให้มีการช่วยเหลือในการฆ่าตัวตาย (Assisted suicide)
ตั้งแต่ปี 1941 โดยมาตรา 115 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยการช่วยเหลือดังกล่าว
ต้องไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้ให้ความช่วยเหลือ ดังนั้น จึงมีผู้ป่วยที่ต้องการ
จบชีวิตตนเองจึงหลั่งไหลเข้ามาในประเทศนี้เป็นอย่างมาก ข้อมูลเชิงสถิติตั้งแต่ปี 1998-2011
ขององค์กรที่ชื่อว่า DIGNITAS ซึ่งเป็นองค์กรเดียวในประเทศนี้ที่เปิดรับชาวต่างชาติเข้ามา
"จบชีวิต"โดยความช่วยเหลือขององค์กร มีการดำเนินการช่วยเหลือผูป่วยในการฆ่าตัวตาย
ไปแล้ว 1,169 คน โดยส่วนมากเป็นชาวเยอรมัน ตามมาด้วยชาวอังกฤษ และชาวฝรั่งเศส
ตามลำดับ ทั้งนี้ เพราะกฎหมายทั้งสามประเทศไม่อนุญาตให้ช่วยเหลือผู้ป่วยฆ่าตัวตาย
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันเป็นอย่างมากว่าควรจะมีการวางกฎเกณฑ์และ
การควบคุมกำกับดูแลองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือในการฆ่าตัวตายหรือไม่ ซึ่งก็มีเฉพาะ
เมือง Vaud เท่านั้นที่มีการออกกฎหมายเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมากำหนดกรอบการช่วย
ฆ่าตัวตายในบ้านพักคนชราและโรงพยาบาล ซึ่งที่เมือง Zurich ก็จะดำเนินการตามเมือง
Vaud ในไม่ช้านี้
ทั้งนี้ ในระดับสาธารณรัฐยังคงไม่มีการกำหนกกฎเกณฑ์ใดๆ เพิ่มเติม แม้จะมีความพยายามในการ
เสนอกฎหมายเพื่อกำหนดกรอบการช่วยเหลือในการฆ่าตัวตายโดยรัฐบาลเมื่อเดือนมิถุนายน 2011
แต่กฎหมายดังกล่าวถูกปฏิเสธในสภาโดยเหตุผลว่ากฎเกณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงพอแล้ว
ที่มา La Croix, jeudi 11 octobre 2012, page 31
Showing posts with label กฎหมายการแพทย์. Show all posts
Showing posts with label กฎหมายการแพทย์. Show all posts
29 November 2012
16 February 2011
ระบบข้อมูลคนหายและศพนิรนาม
National Missing and Unidentified Persons System (NamUs)
ปัจจุบันประเทศไทยก็มีแนวความคิดในการจัดตั้งศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลคนหายและศพนิรนามขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและแลกเปลี่ยนข้อมูลคนหายและศพนิรนาม อันจะทำให้การติดตามคนหายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวจึงได้ศึกษาระบบ NamUs ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นระบบที่รวบรวมข้อมูลคนหายและศพนิรนามของประเทศ ที่เปิดให้สาธารณชนเข้าสืบค้นข้อมูลได้ รายละเอียดขอกล่าวถึงเป็นส่วนๆ ดังนี้
๑. NamUs คืออะไร
NamUs ย่อมาจาก National Missing and Unidentified Persons System ซึ่งหมายถึงระบบข้อมูลคนหายและศพนิรนามแห่งชาติ เป็นระบบที่เป็นศูนย์รวบรวมและแลกเปลี่ยนข้อมูลคนหายและศพนิรนาม ระบบนี้เป็นระบบออนไลน์ที่เปิดให้แพทย์สอบสวน (medical examiner) หรือเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ (coroner) เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงประชาชนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลได้ ระบบนี้ประกอบด้วยข้อมูลสองส่วน ได้แก่
๑.๑ ข้อมูลคนหาย (The Missing Persons Database) ประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับคนหายซึ่งใครก็ตามสามารถแจ้งข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่ระบได้ โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่ลงในระบบ ระบบนี้เปิดโอกาสให้สามารถพิมพ์โปสเตอร์คนหาย (เพื่อติดประกาศหรือแจ้งทางอีเมล์) และระบุรายละเอียดและตรวจสอบแผนที่การเดินทางที่เป็นไปได้ในการตามหาผู้สูญหายด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า “geo-mapping” นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลภาครัฐ แพทย์สอบสวน (Medical examiner) เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ (Coroner) หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย กลุ่มผู้คอยให้ความช่วยเหลือเหยื่อ และฐานข้อมูลกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
๑.๒ ข้อมูลศพนิรนาม (The Unidentified Persons Database) ประกอบด้วยข้อมูลที่ได้รับจากแพทย์สอบสวน (Medical examiner) หรือเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ (Coroner) โดยทุกคนสามารถเข้าระบบฐานข้อมูลนี้โดยสามารถใช้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะ เช่น เพศ เชื้อชาติ ตำหนิในร่างกาย และข้อมูลเกี่ยวกับฟัน ในการค้นหาได้
๒. ความเป็นมาของ NamUs
สืบเนื่องจากปัญหาคนหายและศพนิรนามเป็นปัญหาสำคัญที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขมาเป็นระยะเวลานาน ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงมีการจัดตั้งโครงการ DNA Initiative โดยสำนักงานโครงการยุติธรรม (The Office of Justice Program หรือ OJP) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในสถาบันการยุติธรรมแห่งชาติ (The National Institute of Justice หรือ NIJ) ได้เริ่มสนับสนุนเงินทุนเพื่อเพิ่มการใช้เทคโนโลยีด้านดีเอ็นเอในกระบวนการยุติธรรม และพัฒนาเครื่องมือในการสืบสวนและแก้ปัญหากรณีคนสูญหายและศพนิรนาม
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ NIJ ได้จัดประชุม “Identifying the Missing Summit” โดยมีเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ทั้งในระดับรัฐ มลรัฐ และท้องถิ่น แพทย์สอบสวน (Medical examiner) เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ (Coroner) นักนิติวิทยาศาสตร์ ผู้วางนโยบายของรัฐ ทนายความและครอบครัวของเหยื่อจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมเพื่อวางกลยุทธ์ร่วมกันที่เมืองฟิลาเดเฟีย ผลจากการประชุมครั้งนี้พบว่ามีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งในการปรับปรุงการเข้าถึงฐานข้อมูลโดยประชาชนซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาคนหายและศพนิรนามได้ จึงมีการจัดตั้ง NamUs ขึ้นเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว
สำหรับเป้าหมายของระบบนี้ คือ ระบบการรายงานและสืบค้นใน NamUs จะช่วยปรับปรุงปริมาณ คุณภาพ และการเข้าถึงข้อมูลคนหายและศพนิรนาม โดย NamUs เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แพทย์สอบสวน (Medical examiner) เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ (Coroner) ทนายความของเหยื่อ ครอบครัวของผู้สูญหายมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วย
๓. การดำเนินการของ NamUs
ด้านข้อมูลคนหาย บุคคลทั่วไปสามารถแจ้งข้อมูลคนหายเข้าสู่ระบบโดยการลงทะเบียนเข้าใช้งานทางเว็บไซต์และกรอกข้อมูลของผู้สูญหายลงในแบบฟอร์ม ได้แก่ ชื่อและนามสกุล อายุ เพศ เชื้อชาติ ส่วนสูง น้ำหนัก เมือง รัฐ วันที่พบกับผู้สูญหายเป็นครั้งสุดท้าย สภาพแวดล้อม สีผม และสีตา นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมที่จะเป็นประโยชน์ในการติดตามผู้สูญหาย ได้แก่ ข้อมูลดีเอ็นเอ ประวัติการทำฟัน และลายพิมพ์นิ้วมือ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประกันคุณภาพของข้อมูล ข้อมูลทั้งหมดจะถูกตรวจสอบความถูกต้องโดย Case manager ก่อนจะเผยแพร่ลงในฐานข้อมูล
ส่วนข้อมูลศพนิรนามจะถูกจัดส่งมาจากแพทย์สอบสวน (Medical examiner) และเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ (Coroner) ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการชันสูตรพลิกศพ โดยประชาชนทั่วไปสามารถสืบค้นข้อมูลเบื้องต้น เช่น หมายเลขศพ วันที่พบ เป็นต้น ข้อมูลสถิติประชากร เช่น อายุ เชื้อชาติ เป็นต้น สภาพแวดล้อม รายละเอียดของร่างกาย เสื้อผ้า รายละเอียดเกี่ยวกับผมและตา รูปถ่าย (ถ้ามี) และรายงานการชันสูตรซึ่งผู้เข้าสืบค้นสามารถพิมพ์ออกมาได้ ส่วนผู้ลงทะเบียน สามารถสืบค้นข้อมูลการติดต่อประสานงานกับตำรวจและรายงานความคืบหน้าของคดีได้ด้วย โดยในการสืบค้นข้อมูล ผู้สืบค้นสามรถใช้รายละเอียดเฉพาะต่างๆ เช่น รายละเอียดทางด้านร่างกาย ฟัน ดีเอ็นเอ แผลเป็น รอยสัก เครื่องประดับ เสื้อผ้า กายอุปกรณ์เสริม เช่น แขนเทียม ขาเทียม รวมถึงระบบการเดินทางที่ใช้ เข้าสืบค้นได้
ทั้งนี้ เมื่อมีการป้อนข้อมูลคนหายเข้ามาใหม่ ระบบจะดำเนินการเปรียบเทียบเพื่อจับคู่กับข้อมูลศพนิรนามโดยอัตโนมัติ และเช่นเดียวกันหากมีการป้อนข้อมูลศพนิรนามเข้ามาใหม่ ระบบก็จะดำเนินการจับคู่กับฐานข้อมูลคนหายโดยอัตโนมัติด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ NamUs ยังใช้บริการตรวจดีเอ็นเอและบริการทางนิติวิทยาศาสตร์อื่นๆ เช่น บริการทางมานุษยวิทยา บริการทันตวิทยา โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอีกด้วย
๔. ข้อสังเกต
การดำเนินการของ NamUs มีลักษณะใกล้เคียงกับศูนย์ข้อมูลอาชญากรรมแห่งชาติ (National Crime Information Center หรือ NCIC) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการยุติธรรมทางอาญา เช่น ประวัติอาชญากร ผู้ลี้ภัย การลักทรัพย์ และบุคคลสูญหาย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้ง NCIC และ NamUs ต่างก็มีฐานข้อมูลคนหาย แต่ NamUs เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าสืบค้นข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในขณะที่ NCIC เปิดให้เฉพาะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเข้าสืบค้นข้อมูลได้
21 October 2010
"ระบบการชันสูตรพลิกศพ"
(Medicolegal investigative system)
๑. ระบบตำรวจ (Police System) คือ ระบบที่อำนาจการตัดสินใจต่างๆ ในการชันสูตรพลิกศพขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสำคัญ โดยบางประเทศที่ใช้ระบบนี้กำหนดให้ตำรวจมีอำนาจเต็มที่เพียงสถาบันเดียว ได้แก่ จีน อินเดีย มาเลเซีย นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ค ฟินแลนด์ และไอร์แลนด์ บางประเทศกำหนดให้เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมร่วมชันสูตรกับตำรวจด้วย ได้แก่ รัสเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งกำหนดให้ตำรวจทำการชันสูตรร่วมกับอัยการ ส่วนประเทศไทยซึ่งใช้ระบบตำรวจเช่นกัน ได้กำหนดให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์เป็นผู้ชันสูตรพลิกศพ (ป.วิอาญา มาตรา ๑๕๐ วรรคหนึ่ง) แต่ในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ให้พนักงานอัยการและพนักงานฝ่ายปกครองเป็นผู้ชันสูตรพลิกศพร่วมกับพนักงานสอบสวนและแพทย์ด้วย (ป.วิอาญา มาตรา ๑๕๐ วรรคสาม)
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเจ้าหน้าที่อื่นร่วมในการชันสูตรพลิกศพแต่อำนาจตัดสินใจสูงสุดก็ยังอยู่ที่ตำรวจ (สนใจรายละเอียดการดำเนินการของแต่ละประเทศดูเพิ่มเติมที่ "รายงานการเก็บข้อมูลกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในประเทศมุสลิม เรื่อง ระบบการชันสูตรพลิกศพในประเทศมุสลิม" โดย ว่าที่ร้อยตรีพรินทร์ เพ็งสุวรรณ )
๒. ระบบเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ (Coroner System) เป็นระบบที่อำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการสอบสวนหาสาเหตุการตายอยู่ที่เจ้าหน้าที่ชันสูตรหรือโคโรเนอร์ ซึ่งในแต่ละประเทศก็กำหนดคุณสมบัติหรือบุคคลที่จะเป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรแตกต่างกันออกไป
การชันสูตรพลิกศพระบบนี้เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ และแพร่หลายไปในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้นเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพไม่ใช่แพทย์ อาทิเช่นในมลรัฐCalifornia ของสหรัฐอเมริกากำหนดให้นายอำเภอ (Sheriff) เป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ และในบางมลรัฐให้สัปเหร่อ (Funeral director) เป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ประกอบกับกฎหมายการชันสูตรพลิกศพ (Coroner law) ก็ไม่ได้กำหนดให้การชันสูตรพลิกศพต้องปรึกษาขอคำแนะนำจากแพทย์ หรือไม่จำเป็นต้องผ่าพิสูจน์ศพแต่อย่างใด ทำให้ความถูกต้องในการระบุสาเหตุและพฤติกรรมการตายไม่ถูกต้องนัก ในระยะต่อมาจึงได้ปรับปรุงแก้ไขระบบนี้โดยการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพต้องเป็นแพทย์เท่านั้น อย่างไรก็ตามแพทย์ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นพยาธิแพทย์ (Pathologist) หรือนิติพยาธิแพทย์ (Forensic pathologist) (หมายถึง แพทย์ที่จบเฉพาะทางด้านพยาธิวิทยาแล้วศึกษาต่อเฉพาะทางด้านนิติเวชศาสตร์อีก ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่นิติพยาธิวิทยา ) ในทางปฏิบัติมีการมอบหมายให้แพทย์ทั่วไปซึ่งขาดความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพซึ่งก็ยังคงเกิดปัญหาความถูกต้องในการระบุสาเหตุและพฤติการณ์การตาย ส่งผลให้เกิดแนวคิดในการใช้แพทย์เฉพาะทางซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะในการตรวจหาสาเหตุและพฤติกรรมการตายอันนำไปสู่ระบบการชันสูตรพลิกศพแบบแพทย์สอบสวน (Medical examiner system) (แปลและสรุปความจาก Forensic Pathology /Dominick DiMaio,Vincent J.DiMaio, 2nd edition, p.9-11) ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป
อย่างไรก็ตาม อาจแบ่งกลุ่มประเทศที่ใช้ระบบเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพออกเป็น ๒ กลุ่ม ดังนี้
๒.๑ ระบบเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพของประเทศอังกฤษ เป็นระบบที่ให้อำนาจศาลสอบสวนสาเหตุการตาย โดยมีผู้ทำการสอบสวนในนามศาล เรียกว่า เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ (Coroner officer) เป็นผู้ช่วย ทั้งนี้ บุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพในแต่ละประเทศนั้นกำหนดคุณสมบัติไว้แตกต่างกัน เช่น ประเทศแคนาดา กำหนดให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรต้องเป็นแพทย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากอัยการจังหวัด ประเทศศรีลังกา สิงคโปร์ กำหนดให้ต้องเป็นนักกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในผ่าพิสูจน์ศพก็ต้องอาศัยพยาธิแพทย์เป็นผู้ดำเนินการ
๒.๒ ระบบเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพของยุโรป เป็นระบบที่ผู้พิพากษาเป็นผู้มีอำนาจในการสอบสวนหาสาเหตุการตาย ประเทศที่ใช้ระบบนี้ เช่น เยอรมัน อิตาลี และฝรั่งเศส
- ประเทศเยอรมัน ผู้พิพากษาเป็นผู้สั่งว่าสมควรให้มีการผ่าตรวจศพหรือไม่ แพทย์มีหน้าที่เพียงรับคำสั่งจากผู้พิพากษาเท่านั้น คณะผู้ผ่าศพมี ๔ คนประกอบด้วยแพทย์ ๒ คน โดยต้องเป็นแพทย์ที่ศาลแต่งตั้ง ๑ คน ผู้พิพากษา ๑ คน และเสมียนศาลอีก ๑ คน อย่างไรก็ตาม ศาลอาจจะจัดการการพิจารณาไต่สวนเองโดยไม่ต้องอาศัยความเห็นหรือความช่วยเหลือจากแพทย์เลยก็ได้
- ประเทศฝรั่งเศส การผ่าศพจะต้องได้รับความยินยอมจากพนักงานอัยการหรือผู้พิพากษา เมื่อพนักงานอัยการหรือผู้พิพากษายินยอมแล้วจะออกคำสั่งไปยังสถาบัน
นิติเวชเพื่อผ่าตรวจศพและให้รายงานกลับไปยังผู้ออกคำสั่งอีกครั้งหนึ่ง
- ประเทศอิตาลี การผ่าศพต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนเสมอและแพทย์ผู้ผ่าศพจะต้องเป็นนิติพยาธิแพทย์ (Forensic pathologist) แต่หากไม่มีแพทย์ดังกล่าวก็อาจใช้แพทย์สาขาอื่นก็ได้
๓. ระบบแพทย์สอบสวน (Medical Examiner System) เป็นระบบที่พัฒนามาจากระบบเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ (Coroner System) ซึ่งระบบนี้ใช้ในบางมลรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา สืบเนื่องจากข้อบกพร่องของระบบเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ (Coroner system) ที่เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพไม่ใช่แพทย์ทำให้ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญ ดังนั้น ในระบบนี้จึงกำหนดให้การสอบสวนหาสาเหตุการตายต้องทำโดยแพทย์ และแพทย์เป็นผู้ออกไปยังสถานที่เกิดเหตุเองซึ่งจะส่งผลดีในการตรวจร่องรอยและวัตถุพยานมาใช้ประกอบการผ่าพิสูจน์ศพ นอกจากนี้ แพทย์ยังมีอำนาจในการสั่งให้ย้ายศพจากสถานที่เกิดเหตุและออกคำสั่งห้ามแตะต้องศพได้
อนึ่ง การศึกษาระบบการชันสูตรพลิกศพนั้น จะเป็นประโยชน์ในแง่ของการทราบกรอบอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยงานในการสอบสวนหาสาเหตุการตายซึ่งเจ้าหน้าที่จะสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง โดยหากเป็นการชันสูตรพลิกศพระบบตำรวจ (Police system) อำนาจในการตัดสินใจสูงสุดเป็นของตำรวจ หากเป็นระบบเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ (Coroner system) อำนาจการตัดสินใจสูงสุดคือศาล โดยศาลเป็นผู้แต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ (Coroner officer) ทำการสอบสวนหาสาเหตุการตาย ส่วนระบบแพทย์สอบสวน (Medical examiner) นั้น อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดเป็นของแพทย์สอบสวน
สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการชันสูตรพลิกศพค้นคว้าเพิ่มเติมที่
- Forensic Pathology, Dominick DiMaio and Vincent J.DiMaio, 2nd edition
- Spitz and Fisher's medicolegal investigation of death: guideline for application of pathology to crime investigation, edited by Werner U.Spitz,
co-edited by Daniel J. Spitz; with a foreword by Ramsey Clark, 4th edition
- Knight's forensic pathology, Pekka Saukko and Bernard Knight, 3rd edition
- รายงานการเก็บข้อมูลกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในประเทศมุสลิม เรื่อง ระบบ
การชันสูตรพลิกศพในประเทศมุสลิมกรณีศึกษาเฉพาะประเทศอิหร่านและอียิปต์
โดยว่าที่ร้อยตรีพรินทร์ เพ็งสุวรรณ (ภายใต้โครงการกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ในประเทศมุสลิมศึกษาเปรียบเทียบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย
สถาบันวิจัยและพัฒนากระบวนการยุติธรรม สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม)
- งานวิจัยหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูงบทบาทและหน้าที่ของแพทย์ในการชันสูตรศพตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์วิโรจน์ ไวยวุฒิ (วิทยาลัยการยุติธรรม สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม)
27 January 2010
การุณยฆาตกับความชอบด้วยกฎหมาย
สืบเนื่องจากแนวคิดในการตายอย่างมีศักดิ์ศรี (Death with dignity) ซึ่งมองว่าบุคคลควรมีสิทธิในการเลือกที่จะตายอย่างสงบ ไม่ทุกข์ทรมานจากการมีเครื่องมือทางการแพทย์ติดอยู่กับตัวหรือการยื้อชีวิตอย่างไม่จำเป็น จึงมีผู้ป่วยจำนวนมากโดยเฉพาะในประเทศตะวันตกร้องขอให้หมอทำการุณยฆาตแก่ตน ซึ่งการทำการุณยฆาตยังเป็นที่ถกเถียงกันเป็นอย่างมาก ทั้งทางศาสนา การแพทย์ และกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ ในบทความนี้จึงขอกล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการุณยฆาตโดยในเบื้องต้นจะอธิบายให้ทราบถึงความหมายและประเภทของการุณยฆาต ความชอบด้วยกฎหมายของการุณยฆาตในต่างประเทศ และในตอนท้ายจะเป็นการวิเคราะห์ว่าการทำการุณยฆาตถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายไทยหรือไม่ อย่างไร
๑. ความหมายและประเภท
“การุณยฆาต” มาจากคำว่า “Euthanasia” ในภาษาอังกฤษซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า good death หมายถึง การให้ผู้ป่วยที่ทนทุกข์ทรมานจากโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ ได้ตายลงโดยไม่เจ็บปวดเพื่อให้พ้นความทุกข์ทรมานนั้น (แสวง บุญเฉลิมวิภาส, กฎหมายการแพทย์ (สำนักพิมพ์วิญญูชน : พิมพ์ครั้งที่ ๒, ๒๕๔๖) หน้า ๑๗๕)โดย “การุณยฆาต” สามารถจำแนกได้เป็นหลายประเภท ดังนี้
๑.๑ จำแนกตามการกระทำ แบ่งได้เป็นการุณยฆาตเชิงรับ (Passive Euthanasia) ซึ่งเป็นการปล่อยให้ผู้ป่วยที่สิ้นหวังได้ตายอย่างสงบ เช่น การที่แพทย์ไม่สั่งการรักษาเพื่อยืดชีวิตของผู้ป่วย แต่ยังคงให้การดูแลรักษาทั่วไป (Palliative Care) เพื่อช่วยลดความทุกข์ทรมาน จนกว่าผู้ป่วยจะเสียชีวิตไปเอง และการุณยฆาตเชิงรุก (Active Euthanasia) ซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้ป่วยที่สิ้นหวังได้ตายอย่างสงบ เช่น การที่แพทย์ฉีดยา ให้ยา หรือกระทำด้วยวิธีการใดๆ ให้ผู้ป่วยตายโดยตรง (การตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของแพทย์) ทั้งนี้ การหยุดใช้เครื่องช่วยชีวิตก็ถือเป็นการุณยฆาตเชิงรุกเช่นกัน
๑.๒ จำแนกตามความสมัครใจ แบ่งได้เป็น Voluntary euthanasia คือ กรณีที่ผู้ป่วยแสดงเจตนาให้บุคคลอื่นทำการุณยฆาตแก่ตนได้ และ Involuntary euthanasia คือ กรณีที่ผู้ป่วยไม่ได้แสดงเจตนาให้ทำการุณยฆาต แต่บุคคลอื่นตัดสินใจให้กระทำ
การุณยฆาตแก่บุคคลนั้น
การุณยฆาตแก่บุคคลนั้น
๒. การทำการุณยฆาตในต่างประเทศ (ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง)
แม้ว่าการทำการุณยฆาตจะเป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรมของแพทย์ โดยแพทยสมาคมโลก (The Medical Association) ได้มีมติว่า การุณยฆาตและการช่วยฆ่าตัวตาย (Assisted suicide ) เป็นการขัดต่อจริยธรรมทางการแพทย์
แต่การทำตามเจตนาของผู้ป่วยในการปฏิเสธการรักษาซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลไม่ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรม อย่างไรก็ตาม สำหรับ Active Euthanasia มีกฎหมายของหลายประเทศที่ยินยอมให้กระทำได้โดยไม่มีความผิด ได้แก่
ประเทศสหรัฐอเมริกา กฎหมายในประเทศอเมริกากำหนดให้การฆ่าตัวตายและการช่วยผู้อื่นฆ่าตัวตายเป็นความผิด แต่ในมลรัฐโอเรกอนและมลรัฐวอชิงตันมีกฎหมาย The Death with Dignity Act กำหนดให้การช่วยผู้ป่วยฆ่าตัวตายไม่ถือเป็นความผิด แต่ถือเป็นการรักษาทางการแพทย์ (Medical Treatment) หากการกระทำดังกล่าวทำโดยแพทย์
ประเทศออสเตรเลีย ในปี ค.ศ. ๑๙๙๕ มลรัฐทางเหนือ (Northern Territory) มีกฎหมาย Rights of the Terminally Ill (ROTI) Act รองรับให้แพทย์สามารถกระทำการุณยฆาตและช่วยเหลือผู้ป่วยในการฆ่าตัวตาย (Assisted suicide) ได้ โดยกฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับในเดือนกรกฎาคม ๑๙๙๖ แต่ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๑๙๙๗ กฎหมายดังกล่าวก็ถูกยกเลิกโดยรัฐบาลกลาง (Commonwealth Parliament) ทั้งนี้ ระหว่างที่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับมีผู้ป่วย ๔ ราย ฆ่าตัวตายด้วยอุปกรณ์ที่ติดตั้งโดยแพทย์
ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีกฎหมาย Termination of Life on Request and Assisted Suicide (Review Procedures) Act ซึ่งแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาให้การทำการุณยฆาตและการช่วยเหลือผู้ป่วยในการฆ่าตัวตาย (Assisted suicide) ไม่ถูกลงโทษ หากเป็นการกระทำโดยแพทย์ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลรักษาผู้ป่วย โดยกฎหมายนี้อนุญาตให้เด็กอายุ ๑๖ ถึง ๑๘ ปี ร้องขอให้จบชีวิตตัวเองได้โดยขอคำปรึกษาจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองโดยบุคคลดังกล่าวไม่มีสิทธิคัดค้าน ส่วนเด็กอายุ ๑๒ ถึง ๑๖ ปีนั้น จะต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ทั้งนี้ พบว่าสถิติการตายประมาณร้อยละ ๙.๑ ของการตายทั้งหมดต่อปีเกิดจากการุณยฆาต โดยมีผู้ป่วยจำนวน ๒,๓๐๐ ราย สมัครใจตาย ผู้ป่วยจำนวน ๔๐๐ ราย ตายโดยแพทย์ลงมือเอง และผู้ป่วยจำนวน ๑,๐๔๐ ราย ถูกทำการุณยฆาตโดยผู้ป่วยไม่มีส่วนรับรู้หรือให้ความยินยอม
ประเทศเบลเยี่ยม ออกกฎหมายเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๕ และมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๕ อนุญาตเฉพาะผู้ป่วยที่บรรลุนิติภาวะสามารถทำการุณยฆาตได้ ต่อมาในปี ค.ศ. ๒๐๐๕ มีกฎหมายรองรับให้เภสัชกรและแพทย์สามารถจำหน่ายและใช้อุปกรณ์การทำการุณยฆาตได้
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีความแตกต่างจากกฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และเบลเยี่ยม กล่าวคือ ใน ๓ ประเทศดังกล่าวการทำการุณยฆาตและการช่วยเหลือผู้ป่วยในการฆ่าตัวตาย (Assisted suicide) ชอบด้วยกฎหมาย โดยกฎหมาย
ในประเทศเหล่านี้มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการรักษาทางการแพทย์ (Medical Treatment) ส่วนกฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ยังคงกำหนดให้การทำ
การุณยฆาตหรือการช่วยผู้ป่วยฆ่าตัวตายที่ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง (selfish motives) เป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษไม่ว่าจะทำโดยแพทย์หรือไม่ก็ตาม
ส่วน Passive Euthanasia มีหลายประเทศที่อนุญาตให้ทำได้โดยการทำหนังสือแสดงเจตนาโดยผู้ป่วยที่เรียกว่า Living will เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเดนมาร์ก ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น โดยประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ทำ Passive Euthanasia ได้ด้วยการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐
๔. การทำการุณยฆาตกับกฎหมายไทย
๔.๑ การุณยฆาตเชิงรุก (Active Euthanasia)
ตามที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า Active Euthanasia เป็นการช่วยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้ตายอย่าสงบ ซึ่งหากพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญาแล้ว เห็นได้ว่า การที่แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ หรือบุคคลทั่วไปช่วยให้ผู้ป่วยได้ตายอย่างสงบ ไม่ว่าจะกระทำโดยการฉีดยา ให้ยา หรือวิธีการอื่นใด หากการกระทำดังกล่าวเป็นผลโดยตรงต่อความตาย การทำ Active Euthanasia ดังกล่าวย่อมเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา ๒๘๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ หากการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่อบุพการีมีระวางโทษที่หนักขึ้นตามมาตรา ๒๘๙ แห่งประมวลกฎหมายอาญาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ป่วยจะให้ความยินยอมให้ฆ่าตนเองได้ ไม่ว่าความยินยอมดังกล่าวจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือด้วยวาจาก็ตาม ความยินยอมดังกล่าวไม่เป็นเหตุยกเว้นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นความผิดอาญาเพราะเป็นความยินยอมที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี แต่เมื่อผู้ป่วยยินยอมก็ทำให้พ้นจากความรับผิดทางแพ่ง นอกจากนี้ ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.๒๕๒๕ และข้อบังคับแพทยสภาการรักษาจริยธรรมแห่งวิชชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๖ และ ๒๕๔๙ อีกด้วย
๔.๒ การุณยฆาตเชิงรับ (Passive Euthanasia)
การทำ Passive Euthanasia ซึ่งเป็นการปล่อยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้ตายอย่างสงบ โดยงดเว้นการใช้เครื่องมือทางการแพทย์เพื่อยื้อชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีประเด็นทางกฎหมายหลายประเด็น ดังนี้
๔.๒.๑ กรณีที่ผู้ป่วยได้ทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์ะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตนหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย
สืบเนื่องจากมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ เปิดโอกาสให้บุคคลทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์ะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตนหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ โดยเมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าวแล้ว
มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ให้ความคุ้มครองเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารสุขเท่านั้น ไม่ได้ให้ความคุ้มครองถึงบุคคลทั่วไปด้วย ดังนั้น หากเป็นกรณีที่ญาติของผู้ป่วยปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตนาของผู้ป่วยโดยการไม่นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลหรือปล่อยให้ผู้ป่วยตายโดยไม่รักษาก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวจึงอาจจะต้องรับผิด
๔.๒.๒ กรณีผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่ได้ทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับการรักษาพยาบาลไว้ ในเรื่องนี้มีความเห็นเป็นสองฝ่าย ดังนี้
ฝ่ายที่ ๑ มองว่า การกระทำในทางอาญาให้รวมถึงการให้ผลอันใดอันหนึ่งขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย ซึ่งกรณีดังกล่าวเมื่อแพทย์เห็นว่าการรักษาไม่มีประโยชน์แล้ว การรักษาดังกล่าวไม่เข้าข่าย “การที่จักต้องกระทำ” จึงไม่ควรถือว่าการตายเป็นผลจากการกระทำของแพทย์ ดังนั้น การที่แพทย์ปล่อยให้ผู้ป่วยตายจึงไม่ถือเป็นการงดเว้นการกระทำ
ฝ่ายที่ ๒ มองว่า แพทย์มีหน้าที่ดูแลรักษาพยาบาลโดยทั่วไปอยู่ หากแพทย์ปล่อยให้ผู้ป่วยตาย การกระทำของแพทย์ถือเป็นการงดเว้นการกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย
๔.๓ การช่วยเหลือผู้ป่วยในการฆ่าตัวตาย (Assisted suicide)
กรณีช่วยเหลือเด็กอายุไม่เกิน ๑๖ ปีฆ่าตัวตายมีความผิดฐานช่วยหรือยุยงให้ฆ่าหรือพยายามฆ่าตนเองตามมาตรา ๒๙๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และผิดข้อบังคับแพทยสภา แต่กรณีบุคคลที่มีอายุมากกว่า ๑๖ ปีไม่เป็นการกระทำผิดอาญา แต่ผิดข้อบังคับแพทยสภา
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับการทำการุณยฆาตอีกเป็นจำนวนมากที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน เช่น กรณีที่ผู้ป่วยได้ทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขฯ แต่แพทย์ไม่ทราบถึงหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว จึงได้ใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อยืดการตายออกไป หากแพทย์ทราบถึงเจตนาดังกล่าวในภายหลัง แพทย์สามารถถอดเครื่องช่วยหายใจออกได้หรือไม่ หรือกรณีที่ผู้ป่วยได้ทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขฯ ไว้ ซึ่งแพทย์ก็ทราบถึงการแสดงเจตนาดังกล่าว หากแพทย์ผู้นั้นฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามโดยยังคงยื้อชีวิตของผู้ป่วยไว้ แพทย์ดังกล่าวจะมีความผิดหรือไม่ และญาติของผู้ป่วยมีสิทธิปฏิเสธค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลที่ฝ่าฝืนเจตนาของผู้ป่วยได้หรือไม่ ซึ่งคงต้องหาข้อยุติต่อไป
04 September 2009
หนังสือแสดงเจตนาในการรักษาพยาบาล
(Living will)
(Living will)
การกำหนดเจตนารมณ์ในการมีชีวิตอยู่ (Living will) หรือการทำการุณยฆาต (Euthanasia) ปัจจุบันมีการกล่าวถึงและได้รับการอภิปรายกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นในทางกฎหมายและศีลธรรม ซึ่งประเด็นหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง คือ แนวคิดเรื่องการตายอย่างมีศักดิ์ศรี(Death with dignity) โดยแนวคิดนี้มองว่าการตายโดยที่มีสายยางหรือเครื่องมือทางการแพทย์ติดอยู่กับผู้ป่วยเป็นการตายอย่างไร้ศักดิ์ศรี (Indignity)ด้วยแนวคิดนี้จึงก่อให้เกิดคำว่า “Living will" หรือ “หนังสือเจตนาในการรักษาพยาบาล” หรือ “พินัยกรรมชีวิต”
ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา สิงคโปร์ และบางประเทศในยุโรปยอมรับการทำ Living will เพราะเห็นว่ามนุษย์มีอิสระในการตัดสินโชคชะตาของตัวเองแม้ในเรื่องการตายและควรมีกฎหมายรับรองถึงสิทธิการตาย (Right to die) ดังนั้น Living will จึงเป็นที่แพร่หลายในประเทศตะวันตก สำหรับประเทศไทยแนวคิดเรื่องนี้ถูกบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อความเข้าใจถึงลักษณะของหนังสือ Living will จึงขอกล่าวถึงรายละเอียดเป็นข้อๆ ดังนี้
๑. ความหมายของหนังสือ Living will
หนังสือ Living will นั้นในแต่ละประเทศใช้ถ้อยคำแตกต่างกัน เช่น ประเทศอังกฤษใช้คำว่า “Advance decisions” ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้คำว่า “Health care advance directive” ประเทศสิงคโปร์ใช้คำว่า “Advance medical directive (AMD)” ซึ่งหมายถึง เอกสารทางกฎหมายที่บุคคลทำขึ้นเพื่อแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย โดยให้มีผลเมื่อผู้ทำหนังสืออยู่ในภาวะที่ไม่อาจแสดงเจตนาได้ด้วยตนเอง
ทั้งนี้ การแสดงเจตนาในการตายอย่างสงบนี้ไม่ถือเป็นการุณยฆาต (Mercy Killing) ไม่ใช่กรณีเร่งการตายที่เป็น Active Euthanasia แต่เป็นเรื่องของการตายตามธรรมชาติ โดยไม่ประสงค์จะยืดการตายด้วยการใช้เทคโนโลยีต่างๆ การเขียน Living Will ไว้จึงเป็นแนวทางให้แพทย์ได้เดินไปในแนวทางของ Passive Euthanasia โดยไม่ใช้เครื่องมือต่างๆ จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ยังมีการดูแลรักษาแบบประคับประคอง(Palliative Care) คือ การบรรเทาความเจ็บปวดให้แก่ผู้ป่วย และช่วยให้เขาได้จากไปอย่างสงบตามวิถีแห่งธรรมชาติ (ที่มา : แสวง บุญเฉลิมวิภาส, หนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต ในหนังสือ “ก่อนวันผลัดใบ : หนังสือแสดงเจตนาการจากไปในวาระสุดท้าย”, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, ๒๕๕๒), หน้า ๑๓๔-๑๓๘)
๒. ประโยชน์ของหนังสือแสดงเจตนาในการรักษาพยาบาล (ที่มา : เวบไซต์ ThaiLivingWill)
๒.๑ ผู้ป่วยสามารถแสดงความต้องการไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับวิธีการรักษาที่ตนปรารถนาหรือไม่ปรารถนา ในเวลาที่ตนไม่รู้สึกตัวหรือไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ รวมทั้งความต้องการที่จะเสียชีวิตที่บ้าน หรือต้องการอยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัว ญาติมิตร คนใกล้ชิด
๒.๒ ผู้ป่วยยังคงได้รับการดูแลจากแพทย์ พยาบาล เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบาย ช่วยบรรเทาความทรมานทางกายที่เกิดจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น
๒.๓ ผู้ป่วยไม่ต้องทนทรมานจากการรักษาที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เช่น การเจาะคอเพื่อใส่เครื่องช่วยหายใจ หรือการปั๊มหัวใจเมื่อผู้ป่วยอยู่ในสภาพร่างกายอ่อนแอ
๒.๔ ช่วยลดความขัดแย้งหรือความเห็นที่ไม่ตรงกันของญาติเกี่ยวกับวิธีการรักษาผู้ป่วย เพราะผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาสามารถแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้แสดงเจตนาแทนหรือตัดสินใจแทนผู้ป่วยได้
๒.๕ ลดความกังวลของแพทย์ พยาบาลในการรักษาผู้ป่วยระยะสุดท้าย กล่าวคือ ไม่ต้องห่วงว่าการรักษาจะไม่ได้ผลหรือไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะเป็นภาวะของผู้ป่วยระยะสุดท้ายและเป็นความประสงค์ของผู้ป่วย
๒.๖ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็น ไม่เป็นภาระแก่ลูกหลานหรือคนในครอบครัว รวมทั้งระบบบริการสาธารณสุขโดยรวมที่ยังมีผู้ป่วยอีกเป็นจำนวนมาก
๓. หนังสือแสดงเจตนาในการรักษาพยาบาล (Living will) ในต่างประเทศ
ประเทศสิงคโปร์ มีกฎหมาย Advance Medical Directive Act” (๑๙๙๖) กำหนดว่าบุคคลที่มีอายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ และมีสติสัมปชัญญะสามารถทำหนังสือแสดงเจตนาในการรักษาพยาบาล (Advance Medical Directive) ได้ โดยจะต้องกรอกเนื้อหาในแบบฟอร์มและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย ๒ คน พยานคนหนึ่งจะต้องเป็นแพทย์ พยานอีกคนหนึ่งจะต้องเป็นผู้ที่มีอายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ หลังจากนั้นจะต้องส่งเอกสารนี้ไปให้นายทะเบียนที่ได้รับแต่งตั้งเพื่อบันทึกเป็นข้อมูล(มาตรา ๓ และมาตรา ๕)
ส่วนประเทศอังกฤษ มีกฎหมายชื่อ Mental Capacity Act (๒๐๐๕) กำหนดให้บุคคลที่มีอายุ ๑๘ ปีบริบูรณ์และมีความสามารถตามกฎหมายสามารถทำหนังสือแสดงเจตนาในการปฏิเสธรักษาพยาบาลได้ (Advance decisions to refuse treatment) โดยเนื้อหาในหนังสือจะระบุวิธีการรักษาที่ผู้ป่วยปฏิเสธในกรณีต่างๆ การตัดสินใจทางการแพทย์ในกรณีที่ผู้ป่วยใกล้อยู่ในความเสี่ยงที่จะเสียชีวิต ซึ่งผู้ที่เป็นพยานอาจเป็นสมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลใดก็ได้ที่ผู้ทำหนังสือไว้วางใจ (มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖)
นอกจากนี้ หนังสือแสดงเจตนาในการรักษาพยาบาลยังได้รับการยอมรับจากประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และอีกหลายประเทศในยุโรป
๔. หนังสือแสดงเจตนาในการรักษาพยาบาล (Living will) ในประเทศไทย
ตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติฯ บัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตนหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยไว้ โดยวิธีการดำเนินการกฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ซึ่งในขณะนี้กฎกระทรวงดังกล่าวอยู่ระหว่างการยกร่าง โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)ร่วมกับศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในเบื้องต้นเนื้อหาในร่างกฎกระทรวงมีสาระสำคัญ ดังนี้ (สามารถ Download ร่างกฎกระทรวงฯ ที่เวบไซต์ ThaiLivingWill
(๑) กำหนดบทนิยามของคำว่า “หนังสือแสดงเจตนา” “บริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย” “วาระสุดท้ายของชีวิต” “สภาพผักถาวร” และ “การทรมานจากการเจ็บป่วย”
(๒) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการทำหนังสือแสดงเจตนา
(๓) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนา
นอกจากนี้ในมาตรา ๑๒ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติฯ ยังกำหนดรองรับไว้อีกว่าเมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนาฯ แล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในตอนนี้ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาฯ จะอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ตาม แต่เมื่อทันทีที่กฎกระทรวงดังกล่าวมีผลบังคับใช้คาดว่าประชาชนจำนวนมากต้องให้ความสนใจในการทำหนังสือแสดงเจตนานี้แน่นอน ซึ่งหากผู้อ่านสนใจเกี่ยวกับ Living Will หรือประสงค์จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าวก็สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ http://www.thailivingwill.in.th/ คะ
Subscribe to:
Posts (Atom)